โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอ ยกเคส "ไข้กาฬหลังแอ่น" เปิด 5 สัญญาณเตือน อันตรายถึงชีวิต

TNews

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 23 มี.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้เรื่องสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผยถึง 5 เรื่องน่ารู้และสัญญาณเตือนของ โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทำไมอันตรายถึงชีวิต โดยระบุว่า

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการระบาดของ"ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้วถึง 3 ราย ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ความเร็ว" เพราะจากแค่มีไข้ธรรมดา อาจกลายเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อความไม่ประมาท เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งผ่าน 5 หัวข้อหลักกันครับ

หมอ ยกเคส ไข้กาฬหลังแอ่น เปิด 5 สัญญาณเตือน อันตรายถึงชีวิต

1. ทำไมถึงชื่อว่า "ไข้กาฬหลังแอ่น" ชื่อนี้มีที่มาที่น่ากลัวกว่าที่คิด

ชื่อของโรคนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการรวมลักษณะอาการเด่น 2 อย่างที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค

คำว่า "กาฬ" หมายถึง สีดำ หรือ รอยคล้ำ ในทางระบาดวิทยาโบราณมักใช้เรียกโรคที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นปื้นสีม่วงหรือดำตามตัว

คำว่า "หลังแอ่น" เกิดจากเชื้อเข้าไปอักเสบที่ "เยื่อหุ้มสมอง" (Meningitis) อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง จนถึงขั้นหลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus)

เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น "ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่สะท้อนภาพผู้ป่วยที่มีจุดเลือดออกสีคล้ำตามตัวร่วมกับอาการเกร็งหลังแอ่นนั่นเอง

2. จุดเริ่มต้นของการระบาด และทำไมถึงกลับมาน่ากลัวในช่วงนี้?

เชื้อตัวร้ายนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Neisseria meningitidis ซึ่งปกติแล้วมันอาศัยอยู่แบบเงียบ ๆ ใน "โพรงจมูกและลำคอ" ของมนุษย์เรานี่แหละ

  • พาหะที่ไม่มีอาการ : ที่น่ากลัวคือ มีคนประมาณ 10-20% ที่เป็น "พาหะ" คือมีเชื้อในคอแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้
  • ติดต่อกันได้อย่างไร : เชื้อนี้ไม่ได้ปลิวไปตามลมไกล ๆ แบบโควิด แต่มันติดต่อผ่าน "ละอองฝอยน้ำลาย" ในระยะใกล้ชิด (Close Contact) เช่น การไอ จาม การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ช้อนร่วมกัน หรือแม้แต่การจูบ
  • ทำไมระบาดช่วงนี้ : มักพบการระบาดในที่ที่มีคนอยู่รวมกันแออัด เช่น ค่ายทหาร หอพักนักเรียน หรือในกลุ่มคนที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ระบาด (เช่น แถบแอฟริกาตะวันตก หรือเขตร้อนชื้น) เมื่อมีการเคลื่อนย้ายประชากรหรืออยู่ในที่แออัด เชื้อจึงมีโอกาสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

3. ระยะฟักตัวและสัญญาณเตือน : ใครบ้างที่ต้องรีบตื่นตัว

หลังจากที่เราได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อจะใช้เวลา "ฟักตัว" ประมาณ 2 ถึง 10 วัน (เฉลี่ยคือ 3-4 วัน) ก่อนจะเริ่มสำแดงฤทธิ์

  • อาการเริ่มแรก : จะเหมือนไข้หวัดเป๊ะ มีไข้ ปวดเมื่อยตัว ปวดหัว แต่สิ่งที่ต่างคือ "ความทรุด" มันจะเร็วมาก
  • แล้วใครที่ต้องกังวล : ถ้าเกิดมีไข้ร่วมกับเพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานในสถานบันเทิงหรือที่แออัด ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
  • จุดที่ต้องตื่นตัว : หากกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง หรือเริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรงกว่าปกติที่เคยเป็นมา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ใช่หวัดธรรมดา

4. เช็กอาการ "แดง-ส้ม-ดำ": สัญญาณอันตรายที่ต้องพุ่งไปโรงพยาบาลทันที!

อาการของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ทางหลักที่อันตรายพอกัน คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ การติดเชื้อในกระแสเลือด สัญญาณที่คุณต้องสังเกตมีดังนี้

4.1 จุดเลือดออกตามตัว (Petechiae) : เห็นเป็นจุดแดงเล็ก ๆ เหมือนเข็มหมุด หรือปื้นม่วง ๆ "ลองเอาแก้วใส ๆ กดทับดู ถ้ากดแล้วจุดไม่จางหายไป" นั่นคือสัญญาณของเลือดออกใต้ผิวหนังจากการที่เชื้อทำลายหลอดเลือด

4.2 อาการทางระบบประสาท : คอแข็ง (ก้มคอให้คางชิดอกไม่ได้) ปวดหัวระเบิด แพ้แสงจ้า (ลืมตาไม่ได้) ซึมลง สับสน พูดจาวนไปวนมา

4.3 ภาวะช็อก : มือเท้าเย็นจัดแต่ตัวร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก
ถ้าเห็นสัญญาณข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอถึงเช้า! ต้องรีบส่งห้องฉุกเฉินทันที เพราะการรักษาช้าไปเพียง 1-2 ชั่วโมง อาจหมายถึงโอกาสรอดที่ลดลงอย่างมาก

5. แนวทางการรักษา : เมื่อถึงมือหมอ เขาช่วยเราอย่างไรบ้าง

การรักษาไข้กาฬหลังแอ่นคือการแข่งกับเวลาครับ โดยคุณหมอจะดำเนินการอย่างละเอียดดังนี้

  • การฆ่าเชื้อ (Antibiotics): เมื่อสงสัยปุ๊บ หมอจะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที (เช่น Ceftriaxone) โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ เพราะเชื้อตัวนี้ตายง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะหลั่งสารพิษจนอวัยวะล้มเหลว
  • การประคับประคองภาวะช็อก: หากคนไข้ความดันตก หมอจะให้สารน้ำทางน้ำเกลืออย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาชีวิตของอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ
  • การลดการอักเสบในสมอง: อาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในบางกรณีเพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ
  • การแยกกักโรค: ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และ "คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย" จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย

ไข้กาฬหลังแอ่นแม้จะดูน่ากลัวและรวดเร็ว แต่ "ป้องกันได้" ด้วยการรักษาสุขอนามัย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และ "รักษาหายได้" ถ้าเราช่างสังเกตและถึงมือหมอไวครับ อย่าชะล่าใจว่าแค่เป็นไข้ธรรมดา หากมีอาการผิดปกติเพียงนิดเดียว การไปหาหมอคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ขอบคุณ FB : หมอเจด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...