โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีเป็นลำที่สองในฮอร์มุซ หลังไออาร์จีซีกลับมาปิดช่องแคบ

เดลินิวส์

อัพเดต 32 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เกิดเหตุเรือคอนเทนเนอร์ในช่องแคบฮอร์มุซ ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชนจนได้รับความเสียหาย นับเป็นเหตุการณ์เรือโดนโจมตีเป็นลำที่สองในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังอิหร่านประกาศกลับมาปิดน่านน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ เพื่อตอบโต้สหรัฐ หลังอ้างว่าถูกทำลายความไว้วางใจจากมาตรการปิดล้อมทางทะเล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่าศูนย์ปฏิบัติการด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร ( ยูเคเอ็มทีโอ ) ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการเดินเรือนานาชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง รายงานว่า มีเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูก "วัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชน ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนได้รับความเสียหาย"

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำที่อยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานประมาณ 25 ไมล์ทะเล หรือราว 46 กิโลเมตร อย่างไรก็ดี ยูเคเอ็มทีโอไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ยูเคเอ็มทีโอเพิ่งรายงานว่า เรือเร็วสองลำของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) เข้าประชิดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง ในเขตห่างจากชายฝั่งของโอมาน ประมาณ 20 ไมล์ทะเล หรือราว 30 กิโลเมตร และยิงเข้าใส่เรือลำดังกล่าวโดยไม่มีการแจ้งเตือนก่อน อย่างไรก็ดี ลูกเรือทุกคนปลอดภัยดี และเรือไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง

ทั้งนี้ ยูเคเอ็มทีโอยังคงสงวนข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเรือทั้งสองลำ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์กิดขึ้นภายในเวลาไม่นาน หลังไออาร์จีซี “กลับมาใช้มาตรการเข้มข้น” ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่หมายถึงการกลับมาปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า มาจากการที่สหรัฐ “ทำลายความไว้วางใจ” ด้วยการยังคงปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน.

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...