โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเบื้องหลังค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ทำไมไทยต้องจ่ายแพงขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
The newly laid natural grass pitch and stadium upgrades are shown during a media tour at the BC Place stadium, ahead of the FIFA World Cup soccer tournament, in Vancouver, British Columbia, Canada May 12, 2026. REUTERS/Jennifer Gauthier

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า จะถึงเวลาเปิดฉากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค. 2569 นี้ ซึ่งจะมีการจัดการแข่งขัน 16 เมือง ใน 3 ประเทศ คือ แคนาดา เม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา

และหนึ่งเหตุการณ์จะพบเห็นได้ คือ การที่ยังไม่มีเอกชนรายใดในประเทศไทย ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และทำให้ภาครัฐ ต้องเข้ามาเป็นแม่งานในการซื้อลิขสิทธิ์อีกครั้ง รวมถึงปี 2026 ที่ประเทศไทยไม่มีกฎ Must Have แล้ว แต่ยังคงไม่มีเอกชนรายใดกล้าลงทุน

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจข้อมูลการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ช่วงที่ผ่านมา และมองถึงการจำหน่ายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดว่าเป็นอย่างไร

สำรวจมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก” ไทยจ่ายเท่าไร ?

เมื่อสำรวจมูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในการแข่งขันปี 2002 และปี 2006 มี “ทศภาค” ในเครือไทยเบฟเวอเรจ เป็นผู้เจรจาและซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำมาถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี ทั้ง 2 ฤดูกาล ด้วยมูลค่าลิขสิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

ต่อมาในการแข่งขันปี 2010 และปี 2014 “อาร์เอส” เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทั้ง 2 ฤดูกาล ซึ่งไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการซื้อลิขสิทธิ์ว่ามูลค่าเท่าไร แต่เมื่อฤดูกาลปี 2014 เกิดข้อพิพาทขึ้น กรณีกฎ Must Have ที่กำหนดให้ “ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย” ต้องดูฟรีทุกช่องทาง ทั้งที่การซื้อลิขสิทธิ์นั้นเกิดขึ้นก่อนมีกฎดังกล่าว ก่อนจะลงเอยด้วยการที่ กสทช. ต้องจ่ายค่าชดเชย 427 ล้านบาท จากการเสียโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชน

และนับตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2018 เป็นต้นมา ทุกคนต่างต้องลุ้นในช่วงนาทีสุดท้ายเกือบทั้งหมด เพราะไม่มีภาคเอกชนเจ้าใดที่ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ก่อนเลย

โดยในปี 2018 ภาครัฐได้ร่วมกับเอกชน 9 ราย ลงขันซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ปี 2018 มูลค่าราว 1.4 พันล้านบาท (รวมค่าดำเนินการอื่น ๆ)

จากนั้นปี 2022 ภาครัฐโดย กสทช. ควักเงินจากกองทุน กทปส. จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อให้ กกท. และภาคเอกชน เป็นผู้ชื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท (รวมค่าดำเนินการอื่น ๆ)

และการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ปี 2022 เอง เกิดปัญหาใหญ่จากการถ่ายทอดสดที่ไม่ครอบคลุมถึงกล่อง IPTV ซึ่งมาจากการขัดกันของกฎ Must Have และกฎหมายลิขสิทธิ์ จนในปี 2567 กสทช. มีการถอดการถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย” ออกจากกฎ Must Have ในที่สุด

อย่างไรก็ดี การแข่งขันปี 2026 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้ ยังไม่มีภาคเอกชนรายใดเป็นผู้ลงทุนเช่นเคย ทั้งจากค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ขณะที่รัฐบาล ได้มีมติรับทราบเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แล้ว โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นแม่งานในการประสานงานเรื่องการถ่ายทอดสดกับภาครัฐและเอกชน และการประสานงานกับภาคส่วนอื่น ๆ

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พ.ค.) ในช่วงแรก มีการนำเสนอว่า ครม.เคาะงบประมาณเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ราว 1.3 พันล้านบาท ก่อนที่ภายหลัง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงว่า ครม.มีมติรับทราบ “กรมประชาสัมพันธ์” เป็นเจ้าภาพหลักเท่านั้น ไม่มีการอนุมัติงบฯ และยืนยันว่าไม่มีการใช้งบกลางแต่อย่างใด

ส่องเพื่อนบ้านอาเซียน กับการซื้อลิขสิทธิ์ “ฟุตบอลโลก”

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในอาเซียน Lao Dong สื่อเวียดนาม รายงานว่า มี 4 ประเทศแถบอาเซียน (นอกจากไทย) ที่มีการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ดังนี้

เวียดนาม (Vietnam)

จ่ายค่าลิขสิทธิ์ในราคาประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสถานีโทรทัศน์ VTV ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการให้ครอบคลุมการเข้าถึงในหลายแพลตฟอร์ม

มาเลเซีย (Malaysia)

เสนอขายในราคาสูงถึงประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังไม่มีหน่วยงานใดตอบรับราคานี้

สิงคโปร์ (Singapore)

ไม่มีการเปิดเผยราคาซื้ออย่างเป็นทางการ แต่ประเมินว่ามากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสิงคโปร์ ใช้โมเดลเก็บเงินจากผู้ชมโดยตรง (Pay-Per-View) ซึ่งผู้ชมต้องจ่ายเงินประมาณ 70-85 ดอลลาร์สหรัฐ (98-118 ดอลลาร์สิงคโปร์) เพื่อรับชมครบทั้ง 104 แมตช์ และจะมีการถ่ายทอดสดให้ดูฟรีเพียง 28 แมตช์เท่านั้น

อินโดนีเซีย (Indonesia)

ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ แต่รัฐบาลมีนโยบายให้สถานีโทรทัศน์ TVRI ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ถ่ายทอดสดการแข่งขันให้ประชาชนรับชมฟรีครบทุกแมตช์

ส่องระบบขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก”

อีกหนึ่งความสงสัยที่น่าสนใจ คือ เรื่องระบบการจำหน่ายและการกำหนดราคาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่งจะเห็นได้ว่า มูลค่ามีความแตกต่างกันในทุกพื้นที่

FIFA จัดการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกโดยใช้ระบบ Territory-based system กำหนดมูลค่าลิขสิทธิ์สอดคล้องกับฐานผู้ชม ตลาดโฆษณา และระดับการแข่งขันในท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ FIFA สามารถเข้าถึงผู้ชมและสร้างรายได้ได้สูงสุด ประกอบด้วยการกำหนดราคาและการเจรจา ดังนี้

การกำหนดราคา (Pricing) FIFA มักจะเริ่มต้นการเจรจาด้วยการเสนอราคาที่ค่อนข้างสูง โดยสะท้อนจากการประเมินมูลค่าของตลาดนั้นๆ ทำให้ราคาลิขสิทธิ์มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละประเทศและภูมิภาค โดยพิจารณาผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก

ความต้องการของตลาด (Market demand) ประเทศหรือภูมิภาคที่มีฐานผู้ชมขนาดใหญ่จะต้องเผชิญกับการตั้งราคาในระดับพรีเมียม

การขยายตัวของการแข่งขัน (Tournament growth) การปรับเพิ่มจำนวนทีม (เช่น เพิ่มเป็น 48 ทีม และ 104 แมตช์สำหรับการแข่งขันในปี 2026) รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการปรับขึ้นราคาลิขสิทธิ์

เกณฑ์มาตรฐานจากอดีต (Historical benchmarks) ใช้โครงสร้างราคาจากข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ในครั้งก่อนหน้ามาเป็นฐานอ้างอิง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีการกำหนดราคา เช่น ค่าลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท (ประมาณ 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะที่ตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน FIFA เคยเสนอราคาเริ่มต้นไว้สูงถึง 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กระบวนการเจรจาและขายลิขสิทธิ์ (Negotiation Process) FIFA ใช้กระบวนการประมูลอย่างเป็นระบบ (Structured tender process) ควบคู่ไปกับการเจรจาโดยตรง

การประมูลตามพื้นที่ FIFA จะออกเอกสารเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอ (Invitations to Tender – ITTs) แยกตามประเทศหรือภูมิภาค โดยจะคัดเลือกผู้ชนะจากความสามารถในการถ่ายทอดสัญญาณในวงกว้าง มาตรฐานคุณภาพการผลิต และความสามารถในการดึงดูดผู้ชมให้ได้มากที่สุด

การต่อรองแบบยืดหยุ่น จะมีกระบวนการยื่นข้อเสนอต่อรองราคากลับไปกลับมา หากการเจรจาเกิดภาวะที่ไม่สามารถตกลงกันได้ FIFA อาจยอมปรับลดราคาลง (เช่น กรณีของจีนที่ลดราคาจาก 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงมาเหลือ 120-150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยการเจรจาอาจดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงการทำข้อตกลงในนาทีสุดท้าย

กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยนอกจากการประมูลแล้ว FIFA ยังมีวิธีอื่นสำหรับตลาดที่ต่างกัน ได้แก่ การตกลงขายหรือต่ออายุสัญญาโดยตรงโดยไม่ต้องจัดประมูล (เช่น ในตลาดสหรัฐอเมริกา) การแต่งตั้งเอเจนซี่เพื่อเป็นตัวแทนช่วยดูแลการขาย (เช่น ในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบริษัท “อินฟรอนท์” เป็นผู้ดูแล) และ การดำเนินการเจรจาแบบลับๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดสำคัญที่การประมูลหยุดชะงักอย่างจีนหรืออินเดีย เพื่อมุ่งหาข้อตกลงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ให้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในครั้งนี้ มีการปรับเปลี่ยนหลายส่วน โดยเฉพาะจำนวนแมตช์การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากเดิม รวมถึงช่วงเวลาการถ่ายทอดสดที่อยู่ต่างไทม์โซนอย่างสิ้นเชิง โดยการแข่งขันครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสด จำนวน 16 ช่วงเวลา เริ่มตั้งแต่ 23.00 น. (เวลาไทย) จนถึง 11.00 น. (เวลาไทย)

ส่องรายได้ FIFA จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด-การตลาด

อีกหนึ่งข้อมูลน่าสนใจ คือ รายได้จากการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของ FIFA เอง ในช่วงปี 2019-2022 โดยจากข้อมูลของ FIFA ระบุว่า รายได้จากการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด (Television broadcasting rights) มีสัดส่วนถึง 45% ของรายได้ทั้งหมดตลอดรอบปี 2019-2022 ถือเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุด

โดย FIFA มีรายได้รวมจากการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในรอบ 4 ปีนี้ทำยอดไปได้สูงถึง 3,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับรอบการเงินครั้งก่อน โดยรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยทำรายได้เฉพาะปีนั้นไปถึง 2,958 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อแบ่งตามภูมิภาค พบว่ามีสถิติน่าสนใจ ดังนี้

  • ทวีปยุโรป สร้างรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ได้มากที่สุด คือ 1,061 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ทวีปเอเชียและแอฟริกาเหนือ ทำรายได้ 1,025 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อเมริกาเหนือและแคริบเบียน ทำรายได้ 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อเมริกาใต้และอเมริกากลาง ทำรายได้ 451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวม 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากข้อมูลเชิงรายได้แล้ว ยังมีข้อมูลว่า ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีผู้รับชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ชมติดตามการแข่งขันผ่านช่องทางต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 5 พันล้านคน

อีกทั้งยังมีการระบุข้อมูลว่า รายได้จากการขายสิทธิทางการตลาด (Marketing rights) ตลอดรอบ 4 ปี (ปี 201-2022) สูงถึง 1,795 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย FIFA สามารถขายแพ็กเกจผู้สนับสนุน (Sponsorship packages) สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กาตาร์ได้หมดเกลี้ยง ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

โดยมีบริษัทพันธมิตรและผู้สนับสนุนรวมทั้งหมด 32 ราย ซึ่งได้ร่วมกันสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดพิเศษมากกว่า 600 โปรแกรม แบ่งเป็น FIFA Partners จำนวน 7 ราย, FIFA World Cup Sponsors จำนวน 7 ราย และ Regional Supporters จำนวน 18 ราย กระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาคหลักของ FIFA

ฟุตบอลโลก 2026 ขยายสู่ YouTube

นอกจากความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ คือ การประกาศความร่วมมือระหว่าง FIFA และแพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง “ยูทูบ” (YouTube) ในการเป็น “Preferred Platform” หรือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักที่ใช้ในการนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับฟุตบอลโลก ทั้งจาก FIFA เอง และจากพันธมิตรสื่อ-ครีเอเตอร์

ความพิเศษหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมาก คือ การเปิดให้พันธมิตรสื่อสามารถสตรีมการแข่งขันฟุตบอลโลก ช่วง 10 นาทีแรกได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นและดึงผู้ชมไปรับชมต่อในช่องทางของสื่อพันธมิตรได้ และสามารถเลือกสตรีมบางแมตช์การแข่งขัน แบบเต็มเวลาจนจบการแข่งขันได้ รวมถึงมีสิทธิในการเผยแพร่ไฮไลต์แบบขยาย (Extended Highlights), ฟุตเทจเบื้องหลัง, YouTube Shorts และเนื้อหาวิดีโอออนดีมานด์ (VOD)

ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลโลกในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งแง่มุมของนักเตะ (Human Stories) การวิเคราะห์แท็กติก และบรรยากาศเบื้องหลัง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและเกิดมุมมองที่หลากหลายขึ้น

นอกจากนี้ FIFA ยังเตรียมนำคอนเทนต์ในอดีตจากคลังดิจิทัล มาเผยแพร่บน YouTube ทั้งแมตช์การแข่งขันในอดีตแบบเต็มเกม และการรวบรวมช่วงเวลาสำคัญที่เป็น Iconic Moments ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ให้แฟนฟุตบอลได้ติดตามกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเบื้องหลังค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ทำไมไทยต้องจ่ายแพงขึ้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...