"รัฐธรรมนูญใหม่" เสียงประชาชนที่ยังไม่เห็นปลายทาง
ลำพังพรรคการเมืองที่มีเสียง สส.มากพอตามกติกา จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสภาฯ ก็ย่อมทำได้โดยอิสระ แต่กฎหมายจะผ่านได้หรือไม่นั้น เป็นอีกปัญหาหนึ่ง
นี่คือโจทย์ที่พรรคประชาชนกำลังเผชิญในกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลพรรคสีส้มสามารถเสนอร่างแก้ไขฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ได้ และพวกเขาก็อยู่ระหว่างร่างเนื้อหา ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาจ้องมองในฐานะอุปสรรค มีเพียงท่าทีของคณะรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น
แต่เดิมมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอไว้ในสภาฯ ชุดที่แล้ว ขอเพียงคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเห็นชอบให้พิจารณาต่อ ก็นำมาปัดฝุ่นเดินหน้าต่อจากวาระที่ค้างไว้เดิมได้เลย
เว้นแต่ คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะมีไอเดียเป็นอื่นในเรื่องนี้
คณะรัฐมนตรีโดยนายกฯ อนุทิน ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อ 21 ล้านเสียง ในการทำประชามติ เห็นควรให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแต่พวกเขาเลือกจะไม่ใช่ร่างฉบับเดิมที่คงค้าง และชัดเจนว่าตีตกไป โดยมอบภาระในการเสนอร่างฉบับใหม่เป็นหน้าที่ของสภา
ประโยคนี้ทำเอาบางคนถึงกับอุทาน เพราะตอนจรดปากกาเห็นชอบในคูหาประชามติ พวกเขาเข้าใจว่า จะเป็นการต่อยอดจากร่างแก้ไขฉบับเดิม
เอาเป็นว่า มีหลายเหตุผลที่คณะผู้บริหารภายใต้การนำของขุนพลสีน้ำเงินเชื่อว่า ร่างของใหม่ดีกว่าใช้ของเก่า เหตุผลเหล่านี้ถูกตอกย้ำอีกครั้ง จากปากของหนึ่งในคณะแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯ ชุดก่อน สส.นิกร จำนง บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
1. นิกร ระบุว่า ร่างฉบับที่ค้างอยู่มีปัญหาเห็นต่างกันโดยเนื้อใน เพราะถึงแม้จะเป็นร่างฉบับที่เสนอโดยรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ก็อยู่ในสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำให้ร่างหลักที่สภาฯ รับไปพิจารณา เป็นร่างของพรรคประชาชน (ฉบับของพรรคก้าวไกลเดิม) ซึ่งมีโครงสร้างและหลักการที่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบันไม่เห็นด้วย
2. รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 จับสัญญาณจากท่าทีที่ผ่านมา พวกเขาถือเอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขเด็ดขาด แต่ในร่างฉบับเดิมที่เป็นร่างหลัก ไม่มีการยกเว้นหมวดดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ตามที่พรรคภูมิใจไทยต้องการ
3. กลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงในร่างเดิม ถูกมองว่าอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้แนวทางไว้
4. รัฐบาลมองว่าการเริ่มใหม่ จะช่วยให้สามารถออกแบบกระบวนการรับฟังเสียงประชาชน ได้กว้างขวางและเหมาะสมกว่า
5. ใช้งบประมาณการทำประชามติสูง เห็นควรให้ทุ่มสรรพกำลัง ไปยังการแก้ปัญหาปากท้องจากวิกฤตด้านพลังงาน
นิกร ยืนยันในรายการมุมการเมือง (14 พ.ค.2569) ว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคเสียงข้างมาก ในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องการใช้อำนาจในฐานะเสียงข้างมาก เสนอร่างใหม่ที่เขียนตามหลักการที่ควรจะเป็น และจะเจรจากับวุฒิสภาไว้ก่อน เพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนครั้งที่ผ่านมา
แต่โดยคำชี้แจงเหล่านี้ สิ่งที่ถูกทวงถามมากที่สุดคือ ร่างแก้ไขฉบับใหม่ของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน จะแล้วเสร็จเป็นรูปร่าง หรือมีรายละเอียดอย่างไร จะถูกเสนอเข้าสู่สภาฯ ช่วงเวลาไหน นี่คือกรอบเวลาที่ยังไร้คำตอบ และเป็นกรอบเวลาที่พรรคฝ่ายค้าน จี้ตรงเข้าไปยังศูนย์กลางอำนาจมากที่สุดนาทีนี้
ว่ากันตามตรง พรรคประชาชนพอจะรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะไม่นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างสภาฯ ไปพิจารณาต่อ พวกเขามีเวลาพอสมควรในการเตรียมแผน หรืออย่างน้อยเตรียมคำถาม เพื่อช่วงชิงจังหวะนำที่ได้เปรียบในการโต้เถียงเรื่องนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นหนึ่งในทีมขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่โดดเด่นไม่แพ้ใครจากฟากฝ่ายค้าน เปิดใจผ่านรายการประจักษ์จับประเด็น (14 พ.ค.2569) อย่างไม่เกรงใจ ถึงเหตุผลที่ทำให้นักการเมืองหนุ่มคนนี้เชื่อว่า "แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ"
1.พริษฐ์ เชื่อว่ากฎกติกาหลายประการของรัฐธรรมนูญ 2560 เอื้อความได้เปรียบทางการเมืองให้แก่พรรคภูมิใจไทย เขาเชื่อมโยงไปถึงกติกาการเลือก สว. ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วและไม่ยึดโยงประชาชน เอื้อประโยชน์ต่อขั้วอำนาจเดิม และรัฐบาลในการควบคุมหรือต่อรองทางการเมือง
2. พริษฐ์ ยังเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้องค์กรอิสระยากแก่การถูกตรวจสอบหรือถอดถอน เขายกตัวอย่างการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งไม่ได้มีช่องทางให้ภาคประชาชนตรวจสอบ แม้การจัดการเลือกตั้งจะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความผิดปกติ ประชาชนก็ไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนได้โดยง่าย
3. พริษฐ์ ตั้งคำถามถึงฉายา "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" ว่าแท้ที่จริงแล้ว ระบบปัจจุบันไม่สามารถปราบการทุจริตได้จริง
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พอจะประเมินได้ว่า เพราะเหตุใด สส.พริษฐ์ จึงเชื่อว่าการที่รัฐบาลอ้างถึงวิกฤตเศรษฐกิจ งบประมาณการทำประชามติที่สูงถึง 7,000-8,000 ล้านบาท หรือข้ออ้างเรื่องความไม่พร้อมของร่างเดิม เป็นเพียงภาพสะท้อนความไม่จริงใจ ต่อการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น
ว่ากันตามตรง แม้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญ จะต้องเริ่มกันใหม่ในรัฐบาลชุดนี้ แต่หากตัดขั้นตอนของคณะกรรมการศึกษาออกไป ก็พอจะร่นเวลาลงมาได้ และกระบวนการในการทำประชามติครั้งแรกก็ถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ ก็ไม่สามารถพูดได้เลยว่า "รวดเร็ว"
ลำพังการทำประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน (กฎหมายกำหนดให้การทำประชามติแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน)
การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างใหม่ทั้งฉบับ จะใช้เวลาพิจารณาและเสนอเรื่องประมาณ 4 ถึง 6 เดือน เมื่อรวมขั้นตอนการประกาศใช้กฎหมายแก้ไขนี้อาจกินเวลาเกือบ 1 ปี
กระบวนการการคัดเลือกหรือตั้งคณะกรรมการยกร่างจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และยังต้องใช้เวลาในการรับฟังเสียงประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เหมือนเช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
คาดการณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วง ปี 2571
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้คำสัญญาจากฟากฝั่งรัฐบาลว่า ได้รัฐธรรมนูญใหม่ทันวาระรัฐบาลชุดนี้แน่นอน
อันเป็นคำสัญญาเดิมกับที่เคยให้ไว้แก่ประชาชน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นั่นเอง
วิเคราะห์ : อุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง
อ่านข่าว :
สภาฯ เบรกพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
นายกฯ ไม่หวั่นยื่นศาลปม พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้จำเป็นเร่งด่วน ลั่นไม่มีแผนสอง
"ภราดร" แจง ครม.ไม่ยืนยันร่าง รธน.เดิมเสี่ยงถูกตีตก ให้สภาฯ ชุดใหม่เสนอ