โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอาแล้ว! อดีตผู้พิพากษาเจาะลึก พรก.กู้เงินบอก 2 แสนล้านเรื่องเปลี่ยนพลังงานเป็นจุดตาย

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.23 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

14 พ.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ: พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน กับเส้นขนานของ “นโยบายที่ดี” และ “วิธีการที่ถูกต้อง”” ระบุว่า กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายมหาชน เมื่อพรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ศ. 2569 นั้น "ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่?"

บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคำร้อง พร้อมวิเคราะห์ผ่านแว่นตากฎหมายเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของ "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" และ "วินัยการเงินการคลัง"

สรุปสาระสำคัญของคำร้อง: "แผนงานที่ 2" คือจุดตาย?

อันที่จริง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามแผนงานที่ 1 ในวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าพลังงาน ช่วยเกษตรกร และประคองเศรษฐกิจจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ก็มีเหตุให้โต้แย้งได้ว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ของไทย มีความมั่นคงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว หากรัฐบาลต้องการจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมาก ก็สามารถทำได้ที่ต้นทางด้วยการลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมกำไรส่วนเกินของบริษัทน้ำมันได้ ไม่ใช่เหวี่ยงแหแจกเงินไปปลายทางซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายเงิน 20 ถึง 30 ล้านสิทธิ ซึ่งมีแต่จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น ไม่สามารถรักษา “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อันเป็นเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก. ได้
แต่ฝ่ายค้านไม่ได้โต้แย้งในแผนงานที่ 1 คงโต้แย้งแผนงานที่ 2 ในวงเงิน 200,000 ล้านบาท เช่นกัน อันเป็นหัวใจของคำร้อง ซึ่งระบุถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ฝ่ายค้านมองว่าขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อย่างชัดเจนด้วยเหตุผล 3 ประการ:

ขาดความฉุกเฉิน (Lack of Urgency): การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นโครงการระยะยาว (4-10 ปี) ไม่ใช่ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขในทันที

มีทางเลือกอื่นที่ไม่ละเมิดหลักการ: ตลาดพลังงานทดแทนกำลังเติบโตตามกลไกปกติ การไม่ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจล่มสลายอย่างเฉียบพลัน

เลี่ยงการตรวจสอบ (Avoiding Oversight): การกู้ผ่าน พ.ร.ก. ทำให้รัฐบาลหลบเลี่ยงการชี้แจงรายละเอียดรายโครงการต่อสภาตามกระบวนการ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อ "นโยบายที่ดี" ต้องใช้ "วิธีการที่ถูกต้อง"

ในทางกฎหมายมหาชนมีหลักการสำคัญคือ "วัตถุประสงค์ที่ดี ไม่ได้ทำให้อำนาจที่มิชอบกลายเป็นชอบ"

หากศาลยอมให้รัฐบาลอ้าง "ความสำคัญ" มาแทนที่ "ความฉุกเฉิน" เพื่อออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ ต่อไปเราอาจเห็นการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดี แต่จะทำให้ระบบงบประมาณที่ตรวจสอบโดยรัฐสภาล่มสลายลงทันที

ข้อสังเกตจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 373/2569):

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการในเรื่องนี้มาโดยตลอด ประกอบกับขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ได้มีการดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มิใช่มาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ

บรรทัดฐานสากลที่สนับสนุนคำร้อง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบกับหลักการในต่างประเทศได้ดังนี้:

เยอรมนี (คดี KTF 2023): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันตัดสินว่า การโยกงบฉุกเฉินไปใช้ในกองทุนลดโลกร้อน "ขัดรัฐธรรมนูญ" เพราะความเร่งด่วนของปัญหาภูมิอากาศไม่มีความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดพอ (Strict Connection) กับเหตุฉุกเฉินทางการคลังเฉพาะหน้า

หลัก Power of the Purse (อังกฤษ): ยึดถือว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจกู้เงินตามลำพังหากไม่ใช่ภาวะสงครามหรือวิกฤตสุดวิสัย การเลี่ยงตรวจสอบจากสภาถือเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตย

หลักความได้สัดส่วน (Proportionality): หากมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า (เช่น พ.ร.บ. งบประมาณปกติ) รัฐบาล "ต้อง" เลือกวิธีนั้น การใช้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอาวุธสุดท้ายจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ

บทสรุป: การต่อสู้เพื่อบรรทัดฐานใหม่

คำร้องนี้จึงเป็นการตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า เราจะยอมให้ "ความสะดวกของฝ่ายบริหาร" รุกล้ำเข้าไปใน "อำนาจนิติบัญญัติ" หรือไม่?

หากศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานตามคำร้องนี้ จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการคลังของประเทศ เพื่อประกันว่า "เงินแผ่นดิน" จะถูกใช้ผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมโดยผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ผ่านทางลัดทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ยาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...