เจาะขุมทรัพย์แสนล้าน “Pet Humanization” เจ้าของยอมจ่าย 50,000 ต่อปี
จาก "พ่อแม่สัตว์เลี้ยง" สู่พอร์ตพันล้าน: VetSynova เขย่าวงการสัตวแพทย์ ชู Pet Longevity รับเทรนด์ตลาดขาขึ้นเจ้าของเปย์หนัก 50,000 บาทต่อปี สบช่องรุก Blue Ocean กลุ่ม Pet Longevity สู้ศึก Pet Shop แสนล้าน ปั๊มรายได้โต 70% ปูทางเข้าตลาดทุน SET ปี 72
18 มีนาคม 2569 –ในยุคที่นิยามของ "ครอบครัว" ถูกขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึงสมาชิกสี่ขา ปรากฏการณ์ Pet Humanization ไม่ได้เป็นเพียงกระแสทางสังคมชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ฉายภาพชัดเจนว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงติดอันดับ 1 ใน 5 ธุรกิจเนื้อหอมที่สุด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดจะขยายตัว 13.2% แตะระดับ 9.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มทะยานทะลุ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2569
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่ม "พ่อแม่สัตว์เลี้ยง" (Pet Parents) ที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยสถิติระบุว่าเจ้าของกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายในการดูแลเฉลี่ยสูงถึง 50,000 บาทต่อตัวต่อปี สูงกว่ากลุ่มทั่วไปที่จ่ายเพียง 8,000 บาทถึง 6 เท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมทุ่มงบประมาณเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าพุ่งเป้าชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ถึง 100 แบรนด์ เป็นกว่า 400 แบรนด์ในปัจจุบัน
"VetSynova" กับยุทธศาสตร์ Blue Ocean ในตลาด Red Ocean
ท่ามกลางสมรภูมิที่ตัดราคากันอย่างดุเดือด บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด (VetSynova) เลือกที่จะไม่ลงไปสู้ในสงครามราคา แต่ปักหมุดธุรกิจอยู่ในโซน "นวัตกรรมสัตวแพทย์" ซึ่งเป็นตลาดที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงสูง (Barrier to Entry) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ปั้นแบรนด์เรือธงอย่าง VFCore และ DeliSci จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดวิตามินและอาหารประกอบการรักษาโรคที่สัตวแพทย์แนะนำ
ในปี 2568 VetSynova สร้างผลงานน่าทึ่งด้วยรายได้ 420 ล้านบาท เติบโตเหนือเป้าหมาย 13% และในปี 2569 นี้ บริษัทได้ยกระดับเป้าหมายรายได้ขึ้นสู่ 700 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 70% โดยกุญแจสำคัญคือการรุกเข้าสู่เซกเมนต์ Pet Longevity หรือนวัตกรรมที่ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถือเป็น New S-Curve ใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาร่วมกับสัตว์เลี้ยงเฉลี่ยเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน
"ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization และ Pet Longevity… เราให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมากด้วยงบกว่า 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนานวัตกรรมสิทธิบัตรที่มีหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence) และรับรองโดยสัตวแพทย์" — น.สพ.มนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด
ปูทางสู่ IPO: ภารกิจพันล้านในวาระครบรอบ 9 ปี
ทิศทางของ VetSynova ต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าในประเทศ แต่เป็นการขยายอิทธิพลของแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก ปัจจุบันบริษัทส่งออกไปยัง 7 ประเทศ รวมถึงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 4 ประเทศในปีนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, อินเดีย และปานามา โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Biotechnology) และ Synthetic Biology เป็นหัวหอกในการสร้างความแตกต่างในระดับสากล
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ "แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)" ซึ่งวางเป้าหมายไว้ภายในปี 2572 โดยตั้งเป้ารายได้รวมต้องแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับจากบริษัทสตาร์ทอัพสายสุขภาพสัตว์สู่บริษัทมหาชนอย่างเต็มตัว
"เราวางเป้าหมายระยะกลางในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2572 โดยตั้งเป้ารายได้รวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในช่วงครบรอบ 9 ปีของการดำเนินธุรกิจ" — น.สพ.มนัยธร กล่าวถึงโรดแมปทางการเงิน
ESG และความยั่งยืน: จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายมัดใจนักลงทุน
นอกเหนือจากตัวเลขกำไร VetSynova ยังเริ่มวางรากฐานด้านความยั่งยืน (ESG) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน โดยการจัดงาน Family Bonding Day ในรูปแบบ Carbon Neutral Event ซึ่งถือเป็นแบรนด์สัตว์เลี้ยงรายแรกในไทยที่ทำการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) อย่างเป็นระบบ การเดินเกมเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้มองแค่ยอดขายระยะสั้น แต่กำลังสร้างนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืนเพื่อดึงดูดนักลงทุนคุณภาพในอนาคต
สถิติจาก TPIA ระบุว่าหมวดอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 55% มูลค่า 38,300 ล้านบาท ขณะที่หมวดบริการรักษาสัตว์และอาหารเสริมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการที่เจ้าของตระหนักเรื่องสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสทองของ VetSynova ที่จะใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเปลี่ยนความรักของเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงบนกระดานหุ้นไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า