โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะขุมทรัพย์แสนล้าน “Pet Humanization” เจ้าของยอมจ่าย 50,000 ต่อปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 16.56 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 09.56 น.

จาก "พ่อแม่สัตว์เลี้ยง" สู่พอร์ตพันล้าน: VetSynova เขย่าวงการสัตวแพทย์ ชู Pet Longevity รับเทรนด์ตลาดขาขึ้นเจ้าของเปย์หนัก 50,000 บาทต่อปี สบช่องรุก Blue Ocean กลุ่ม Pet Longevity สู้ศึก Pet Shop แสนล้าน ปั๊มรายได้โต 70% ปูทางเข้าตลาดทุน SET ปี 72

18 มีนาคม 2569 –ในยุคที่นิยามของ "ครอบครัว" ถูกขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึงสมาชิกสี่ขา ปรากฏการณ์ Pet Humanization ไม่ได้เป็นเพียงกระแสทางสังคมชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ฉายภาพชัดเจนว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงติดอันดับ 1 ใน 5 ธุรกิจเนื้อหอมที่สุด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดจะขยายตัว 13.2% แตะระดับ 9.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มทะยานทะลุ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2569

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่ม "พ่อแม่สัตว์เลี้ยง" (Pet Parents) ที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยสถิติระบุว่าเจ้าของกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายในการดูแลเฉลี่ยสูงถึง 50,000 บาทต่อตัวต่อปี สูงกว่ากลุ่มทั่วไปที่จ่ายเพียง 8,000 บาทถึง 6 เท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมทุ่มงบประมาณเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าพุ่งเป้าชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ถึง 100 แบรนด์ เป็นกว่า 400 แบรนด์ในปัจจุบัน

"VetSynova" กับยุทธศาสตร์ Blue Ocean ในตลาด Red Ocean

ท่ามกลางสมรภูมิที่ตัดราคากันอย่างดุเดือด บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด (VetSynova) เลือกที่จะไม่ลงไปสู้ในสงครามราคา แต่ปักหมุดธุรกิจอยู่ในโซน "นวัตกรรมสัตวแพทย์" ซึ่งเป็นตลาดที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงสูง (Barrier to Entry) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ปั้นแบรนด์เรือธงอย่าง VFCore และ DeliSci จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดวิตามินและอาหารประกอบการรักษาโรคที่สัตวแพทย์แนะนำ

ในปี 2568 VetSynova สร้างผลงานน่าทึ่งด้วยรายได้ 420 ล้านบาท เติบโตเหนือเป้าหมาย 13% และในปี 2569 นี้ บริษัทได้ยกระดับเป้าหมายรายได้ขึ้นสู่ 700 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 70% โดยกุญแจสำคัญคือการรุกเข้าสู่เซกเมนต์ Pet Longevity หรือนวัตกรรมที่ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถือเป็น New S-Curve ใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาร่วมกับสัตว์เลี้ยงเฉลี่ยเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน

"ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization และ Pet Longevity… เราให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมากด้วยงบกว่า 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนานวัตกรรมสิทธิบัตรที่มีหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence) และรับรองโดยสัตวแพทย์" — น.สพ.มนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด

VetSynova

ปูทางสู่ IPO: ภารกิจพันล้านในวาระครบรอบ 9 ปี

ทิศทางของ VetSynova ต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าในประเทศ แต่เป็นการขยายอิทธิพลของแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก ปัจจุบันบริษัทส่งออกไปยัง 7 ประเทศ รวมถึงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 4 ประเทศในปีนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, อินเดีย และปานามา โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Biotechnology) และ Synthetic Biology เป็นหัวหอกในการสร้างความแตกต่างในระดับสากล

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ "แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)" ซึ่งวางเป้าหมายไว้ภายในปี 2572 โดยตั้งเป้ารายได้รวมต้องแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับจากบริษัทสตาร์ทอัพสายสุขภาพสัตว์สู่บริษัทมหาชนอย่างเต็มตัว

"เราวางเป้าหมายระยะกลางในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2572 โดยตั้งเป้ารายได้รวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในช่วงครบรอบ 9 ปีของการดำเนินธุรกิจ" — น.สพ.มนัยธร กล่าวถึงโรดแมปทางการเงิน

ESG และความยั่งยืน: จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายมัดใจนักลงทุน

นอกเหนือจากตัวเลขกำไร VetSynova ยังเริ่มวางรากฐานด้านความยั่งยืน (ESG) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน โดยการจัดงาน Family Bonding Day ในรูปแบบ Carbon Neutral Event ซึ่งถือเป็นแบรนด์สัตว์เลี้ยงรายแรกในไทยที่ทำการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) อย่างเป็นระบบ การเดินเกมเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้มองแค่ยอดขายระยะสั้น แต่กำลังสร้างนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืนเพื่อดึงดูดนักลงทุนคุณภาพในอนาคต

สถิติจาก TPIA ระบุว่าหมวดอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 55% มูลค่า 38,300 ล้านบาท ขณะที่หมวดบริการรักษาสัตว์และอาหารเสริมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการที่เจ้าของตระหนักเรื่องสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสทองของ VetSynova ที่จะใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเปลี่ยนความรักของเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงบนกระดานหุ้นไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...