โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อสังหาฯ รังสิต-ภูเก็ตโมเมนตัมดีดัน ASW ยอดขายพุ่งสวนกระแสปัจจัยลบโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 03.51 น.

บมจ.แอสเซทไวส์ กวาดยอดพรีเซลไตรมาสแรกปี 2569 รวม 6,854 ล้านบาท เติบโต 16% ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เผยกลุ่ม High Net Worth และชาวต่างชาติหนุนดีมานด์บ้านหลังที่สองในไทย มั่นใจโครงการภูเก็ตยังเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักระยะยาว เตรียมรับรู้รายได้จาก 6 โครงการสร้างเสร็จใหม่มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมคงระดับจ่ายเงินปันผล Yield สูง 7%

3 เมษายน 2569 - บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยสามารถทำยอดขาย (Presale) รวมทั้งสิ้น 6,854 ล้านบาท คิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 18,500 ล้านบาท โดยยอดขายส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงอย่างโซนรังสิตและจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมียอดจองสะสมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

โครงสร้างรายได้และยอดขายในไตรมาสนี้ มาจากการรุกตลาด "Leisure Residence" ในพื้นที่ภูเก็ต อาทิ โครงการเบียงกาน่า สุรินทร์ (Biancana Surin) ที่มียอดจองแล้วกว่า 65% รวมถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มสินค้า "Campus Condo" ย่านมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีเสถียรภาพในเซกเมนต์ที่เจาะกลุ่มเฉพาะทาง

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันว่า “ในระยะสั้นเรามองว่านักท่องเที่ยวบางส่วน เช่น กลุ่ม Middle East และบางประเทศในยุโรป อาจชะลอลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน

แต่ในระยะยาวเราเชื่อมั่นว่าภูเก็ตยังเป็น World Destination ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน… ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่ม High Net Worth และกลุ่ม Long-stay จากทั่วโลกที่มองหาบ้านหลังที่สอง”

สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทเตรียมรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการในเครือและโครงการภายใต้การพัฒนาของ บมจ.ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการขนาดใหญ่ในโซนบางเทาและในยางที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท

ในเชิงกลยุทธ์การบริหารจัดการ ASW ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า (Inventory) ที่เป็นต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ปัจจัยบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% และมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

“เรายึดหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และบริหารจัดการสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ทำให้เรายังสามารถคงระดับราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก”

ด้านแผนการจ่ายเงินปันผล บริษัทเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี (AGM) เพื่ออนุมัติจ่ายปันผลจากกำไรสะสมและผลการดำเนินงานงวดปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ประมาณ 7% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เมษายน 2569
ภาพรวมของ ASW

ในปีนี้จึงเป็นการเน้นสร้างรายได้จากการโอนโครงการที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ และการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าเพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...