อสังหาฯ รังสิต-ภูเก็ตโมเมนตัมดีดัน ASW ยอดขายพุ่งสวนกระแสปัจจัยลบโลก
บมจ.แอสเซทไวส์ กวาดยอดพรีเซลไตรมาสแรกปี 2569 รวม 6,854 ล้านบาท เติบโต 16% ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เผยกลุ่ม High Net Worth และชาวต่างชาติหนุนดีมานด์บ้านหลังที่สองในไทย มั่นใจโครงการภูเก็ตยังเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักระยะยาว เตรียมรับรู้รายได้จาก 6 โครงการสร้างเสร็จใหม่มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมคงระดับจ่ายเงินปันผล Yield สูง 7%
3 เมษายน 2569 - บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยสามารถทำยอดขาย (Presale) รวมทั้งสิ้น 6,854 ล้านบาท คิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 18,500 ล้านบาท โดยยอดขายส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงอย่างโซนรังสิตและจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมียอดจองสะสมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างรายได้และยอดขายในไตรมาสนี้ มาจากการรุกตลาด "Leisure Residence" ในพื้นที่ภูเก็ต อาทิ โครงการเบียงกาน่า สุรินทร์ (Biancana Surin) ที่มียอดจองแล้วกว่า 65% รวมถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มสินค้า "Campus Condo" ย่านมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีเสถียรภาพในเซกเมนต์ที่เจาะกลุ่มเฉพาะทาง
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันว่า “ในระยะสั้นเรามองว่านักท่องเที่ยวบางส่วน เช่น กลุ่ม Middle East และบางประเทศในยุโรป อาจชะลอลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน
แต่ในระยะยาวเราเชื่อมั่นว่าภูเก็ตยังเป็น World Destination ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน… ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่ม High Net Worth และกลุ่ม Long-stay จากทั่วโลกที่มองหาบ้านหลังที่สอง”
สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทเตรียมรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการในเครือและโครงการภายใต้การพัฒนาของ บมจ.ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการขนาดใหญ่ในโซนบางเทาและในยางที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท
ในเชิงกลยุทธ์การบริหารจัดการ ASW ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า (Inventory) ที่เป็นต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปัจจัยบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% และมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
“เรายึดหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และบริหารจัดการสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ทำให้เรายังสามารถคงระดับราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก”
ด้านแผนการจ่ายเงินปันผล บริษัทเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี (AGM) เพื่ออนุมัติจ่ายปันผลจากกำไรสะสมและผลการดำเนินงานงวดปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ประมาณ 7% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เมษายน 2569
ภาพรวมของ ASW
ในปีนี้จึงเป็นการเน้นสร้างรายได้จากการโอนโครงการที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ และการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าเพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง