ThaiBMA คาด Q2/69 หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ส่อแววพุ่ง รับพิษสงครามตะวันออกกลาง - คงเป้ายอดออกปีนี้ 9 แสนลบ.
ThaiBMA คาด Q2/69 หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ส่อแววพุ่ง รับพิษสงครามตะวันออกกลาง - คงเป้ายอดออกปีนี้ 9 แสนลบ.
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 เม.ย. 69 14:49 น.
ThaiBMA คาด Q2/69 หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ส่อแววพุ่ง รับพิษสงครามตะวันออกกลาง - สภาพคล่องตึงตัว พร้อมคงเป้ายอดออกปีนี้ 8.8-9 แสนลบ. แม้ในช่วงไตรมาส 1/69 ยอดออกหุ้นกู้ลดลง 15.5%
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยภายในงานสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ไตรมาส 1 ปี 69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
มองว่าแนวโน้มจำนวนหุ้นกู้ที่เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วงไตรมาส 2/69 แม้ยังประเมินไม่ได้ แต่เชื่อว่าคงอาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 1/69 เนื่องจากกลุ่มที่คิดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นคือจำนวนหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า เพราะเมื่อรู้ว่าเกิดสถานการณ์ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ก็อาจมีการขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปก่อน โดยยอมรับว่าปัจจุบันมีกลุ่มที่กำลังจับตามอง หลังเสี่ยงจะถูกยืดหนี้มากกว่า 20 ราย
ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 1/69 พบว่าหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจำนวน 4 ราย มูลค่าสุทธิรวมประมาณ 4,352 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A,บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF,บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) หรือ GRAND และบริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL)
สำหรับมีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วมีจำนวน 3 ราย มูลค่าสุทธิรวม 422 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A,บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS และบริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP
พร้อมยืนยันยังไม่ปรับลดเป้าการออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 ที่คาดไว้ประมาณ 8.8 - 9 แสนล้านบาท แม้ในช่วงไตรมาส 1/69 จะมียอดออกหุ้นกู้ราว 171,889 ล้านบาท ซึ่งลดลง 15.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 203,486 ล้านบาท เนื่องจากการออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Investment grade ลดลง 13% และกลุ่ม High yield ลดลงกว่า 43.5% หลังจากเกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้ออกชะลอการออกหุ้นกู้และหันไปกู้เงินจากสถาบันการเงินก่อน รวมถึงหุ้นกู้ที่ครบกำหนดรีไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบงก์ ซึ่งมีสภาพคล่องเพียงพอในการไถ่ถอนได้อยู่แล้ว
"หุ้นกู้ผิดนัดชำระที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีปัญหาลากยาวมาช่วง 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว และบางส่วนมีความพยายามในการผ่อนผันการชำระหนี้โดยผ่านการขอยืดหนี้ออกไปก่อน เพราะการหาเงินก้อนใหญ่ในการชำระคืนเงินต้นยังไม่มี จึงกลายเป็นหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากแนวโน้มแบบนี้จึงมองว่าตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่หากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็คิดว่าในแง่ความสามารถทำมาหาได้ของธุรกิจ โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะพลิกกลับมาดำเนินการและมีกำไร รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นก็สูงขึ้น" นางสาวอริยา กล่าว
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่าจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯในปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่านที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ โดยในไตรมาส 1/69 ตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 1.7% มาอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นสำคัญ ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าคงค้างใกล้เคียงเดิมที่ 4.5 ล้านล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติมียอดการซื้อสุทธิ 19,589 ล้านบาท สำหรับผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีนี้
สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 1/69
มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 171,889 ล้านบาท โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE ตามลำดับ
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนม.ค.และ ก.พ.69 รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือนมี.ค. ประมาณ 36,472 ล้านบาท หลังเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท และมียอดการถือครองเท่ากับ 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ขยับตัวสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening โดย Bond yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น สืบเนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดย Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 25, 42 และ 55 bps. จากสิ้นปี 68 มาอยู่ที่ระดับ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/69
อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 69 มีแนวโน้มคงตัว หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 69 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ส่วนการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ในปี 69 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5 bps. จากสิ้นไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ