โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AngloThai ร้านอาหารไทยหนึ่งเดียวในลอนดอนคว้า 'ดาวมิชลิน'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

AngloThai (แองโกลไทย) คือชื่อร้านอาหารไทยเพียงแห่งเดียวในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ได้รับรางวัล ดาวมิชลิน (Michelin Star) โดยหลังจากเปิดให้บริการได้เพียง 3 เดือนก็สามารถคว้า มิชลินระดับ 1 ดาว ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 และยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้ในคู่มือมิชลินสหราชอาณาจักร ปี 2026

ผู้ก่อตั้งร้านอาหารแองโกลไทย คือ เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ (John Chantarasak) ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ซึ่งเดินทางจากลอนดอนมา ‘ป๊อปอัพครัว’ อยู่ที่ห้องอาหารพาวิลเลี่ยน โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เสิร์ฟรสชาติความอร่อยระดับมิชลิน 1 ดาว ‘สไตล์แองโกลไทย’ ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13-14 มีนาคม 2569 เสมือนรับประทานอยู่ที่ลอนดอน

เชฟจอห์น จันทรศักดิ์

“การมาของเชฟจอห์นครั้งนี้ เหมือนเขาได้กลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เพราะเขาเรียนการทำอาหารครั้งแรกที่โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” ปทมา เลิศวิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารแบรนด์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ กล่าวและว่า ตามความมุ่งมั่นของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ต้องการเป็นพื้นที่นำเสนอความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี เพื่อให้ผู้คนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ สร้างความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์กัน โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ มีความภูมิใจที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของชาวอังกฤษและวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนไทย โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจากการร่วมงานกับเชฟจอห์น

ในการสัมภาษณ์พิเศษกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ เชฟจอห์นเปิดเผยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของร้าน AngloThai การปรุงอาหารไทย-รสชาติไทยด้วยสภาพแวดล้อมของสหราชอาณาจักร การสร้างร้านอาหารบนแนวทางความยั่งยืน และประสบการณ์ส่วนตัวที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการทำอาหารของเขา ซึ่งทำให้ ‘แองโกลไทย’ เป็นร้านอาหารไทยโดดเด่นร้านหนึ่งของสหราชอาณาจักร

จุดเริ่มต้นในอาชีพเชฟ

เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ เกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ คุณแม่เป็นชาวอังกฤษ คุณพ่อเป็นคนไทย มีโอกาสใช้ชีวิตวัยเด็กทั้งที่กรุงเทพฯ และมาเลเซีย ทำให้เชฟเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและความหลากหลายในเรื่องของอาหารการกิน

ทุกปีบิดาของเชฟจอห์นจะเดินทางกลับมาเยี่ยมญาติที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นการสั่งสมความประทับใจในวัฒนธรรมการกินอยู่อย่างไทย

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2555 เขาได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังสหรัฐอเมริกา ประทับใจในตลาดคนเกษตร (farmers’ markets) หลายแห่ง รวมถึงสตรีทฟู้ดตามเมืองต่างๆ เริ่มตระหนักว่าความชอบในการตระเวนกินอาหารของตัวเองไม่ใช่แค่ระดับงานอดิเรกอีกต่อไป และได้ค้นพบคำตอบให้แก่ตัวเองว่าเขาอยากเป็นเชฟ

“ผมเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับลูกชายเจ้าของโรงแรมดุสิตธานี (แชมป์ ชนินทธ์ โทณวณิก) ได้พูดคุยแบบบังเอิญหน่อยๆ ตอนอยู่อเมริกาถึงเรื่องที่ผมสนใจอยากเรียนทำอาหาร ตอนแรกมองไว้ที่ฝรั่งเศส แต่แชมป์แนะนำให้ลองมาที่ประเทศไทย เพราะที่นี่มีความร่วมมือระหว่างเลอกอร์ดองเบลอกับดุสิตธานี อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้รากเหง้าความเป็นไทยของตัวเองที่ผมไม่เคยสัมผัสอย่างลึกซึ้งมาก่อน” เชฟจอห์น กล่าว

เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ กับ ‘ป๊อปอัพครัว’ ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

เชฟจอห์นเดินทางมาเรียนทำอาหารที่กรุงเทพฯ ขณะอายุ 27 ปี โดยเข้าเรียนหลักสูตรอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิกและหลักสูตรขนมอบ (Patisserie) ในช่วงนั้นเขามีความมุ่งมั่นสูงมาก เพราะมองว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับอนาคต แต่แล้วก็เกิดจุดเปลี่ยนสู่เส้นทางอาหารไทย

ช่วงเวลาว่างจากการเรียนตอนเย็นและวันหยุด เขาได้เข้าไปทำงานในร้านอาหารจนมีโอกาสร่วมงานกับ David Thompson ที่ร้าน Nahm (น้ำ) ในกรุงเทพฯ

เชฟจอห์นกล่าวว่า ประสบการณ์ที่ร้าน Nahm เปิดโลกทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอาหารไทยอย่างแท้จริง ได้เรียนรู้เทคนิคการทำอาหารแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการใช้ส่วนผสมต่างๆ จากธรรมชาติ

ขณะนั้นหัวหน้าเชฟ (Head Chef) ที่ร้าน Nahm คือ เชฟปริญญ์ ผลสุข และทำงานร่วมกับเชฟจอห์นในครัวอย่างใกล้ชิด

เชฟจอห์นกล่าวว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเชฟปริญญ์คือ การฝึกฝน “ต่อมรับรส” (Fine-tuning the Palette) เชฟปริญญ์มีวิธีการปรุงรสที่เป็นเอกลักษณ์และมีความแม่นยำสูงมาก

“บางครั้งผมปรุงอาหารเสร็จแล้ว รู้สึกว่าโอเคแล้ว แต่เชฟปริญญ์จะเข้ามาปรับเพียงเล็กน้อย เช่น เติมส่วนผสมบางอย่างลงไปอีกนิดเดียว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้รสชาติดีขึ้นอย่างมหาศาล ประสบการณ์นี้ช่วยฝึกให้ผมมีประสาทสัมผัสในการรับรสและการปรุงรสที่เฉียบคมขึ้นตามแบบฉบับของเชฟปริญญ์และเชฟเดวิด ทอมป์สัน”

เนื่องจากในตอนนั้นเชฟจอห์นยังพูดภาษาไทยไม่เก่ง และเชฟปริญญ์ก็ยังไม่ถนัดภาษาอังกฤษ การสอนจึงไม่ได้เน้นที่การพูดคุย แต่เป็นการ “ทำให้ดูและให้ชิม” ซึ่งเชฟจอห์นมองว่าการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสแบบนี้ทำให้ความรู้ฝังรากลึกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาได้ดีกว่าการเรียนผ่านคำพูด

ในช่วงเวลานั้นเชฟจอห์นถึงกับใช้คำว่า “ผมใช้ชีวิตแบบสองโลก" คือ เรียนทำอาหารฝรั่งเศสในตอนกลางวัน และฝึกทำอาหารไทยในตอนเย็นและวันหยุด

เนื่องจากในช่วงวันหยุดหรือวันอาทิตย์ เขาจะไปที่บ้านของครอบครัวเพื่อทำอาหารร่วมกับ คุณย่า เรียนรู้สูตรอาหารต่างๆ ซึ่งคุณย่าของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนทำอาหารที่เก่งที่สุดในครอบครัว นอกจากเรียนรู้สูตรอาหารแล้ว หลานและย่ายังได้แลกเปลี่ยนสูตรอาหารกันในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย จนทำให้เขาตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางอาหารไทยในที่สุด

นอกจากความเป็นครู เชฟเดวิด ทอมป์สันยังเป็นผู้สนับสนุนสำคัญที่ช่วยต่อยอดอาชีพเชฟให้กับเชฟจอห์นในลอนดอน โดยแนะนำเชฟจอห์นให้ได้ไปทำงานที่ Som Saa ร้านอาหารไทยมีชื่อเสียงในลอนดอน ซึ่งเชฟจอห์นทำงานอยู่ที่นี่นาน 6 ปี จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเชฟระดับอาวุโสและได้พบกับคู่ชีวิต เดสิรี (Desiree) ก่อนออกมาเปิดร้าน AngloThai ของตนเองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567

ที่มาชื่อร้าน AngloThai

ร้าน AngloThai มีจุดเริ่มต้นจากการทำอาหารรูปแบบ Pop-up ในปี 2558 โดยเชฟจอห์นได้ร่วมมือกับเพื่อนเชฟชาวอังกฤษที่เชี่ยวชาญด้านอาหารบริติชตามฤดูกาล ในตอนนั้นเชฟจอห์นทำอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม และได้ทดลองนำวัตถุดิบในอังกฤษมาใช้ประกอบอาหารไทยตามคำแนะนำของเพื่อนเชฟคนดังกล่าว

หลังจบงาน Pop-up ครั้งแรก เพื่อนเชฟของเขาได้อุทานขึ้นมาว่า “นี่มันเหมือน AngloThai เลยนะ” และเมื่อต้องหาชื่อใส่ในเมนูสำหรับการทำงานครั้งต่อมา เชฟจึงตัดสินใจใช้ชื่อนี้และใช้ต่อเนื่องมาโดยตลอด

เชฟจอห์นกล่าวด้วยว่า ภรรยาของเขาก็บอกชื่อนี้เป็นคำอุปมาที่สะท้อนตัวตนของเขาที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ไทยได้ดีกว่าการใช้ชื่อจริงของเขาเอง

หอยนางรมสดกับน้ำจิ้มซีฟู้ดจากซีบัคธอร์น

AngloThai นำเสนออาหารลักษณะใด

เชฟจอห์นกล่าวว่าอาหารของร้าน AngloThai คือ อาหารไทยที่ได้รับการตีความใหม่ผ่าน “เลนส์ของคนอังกฤษ” (British lens) หมายถึงการนำรากเหง้าของ ‘รสชาติไทย’ ที่คุ้นเคยมาตีความใหม่ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตในอังกฤษ โดยมีการใช้ ‘วัตถุดิบตามฤดูกาลของอังกฤษ’ มาทดแทนวัตถุดิบไทยบางประเภท

หัวใจสำคัญและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ในจานอาหารของเขาคือรสชาติที่จัดจ้านและโดดเด่น (Big Bold Flavors) เชฟให้ความสำคัญกับการทำอาหารที่ให้รสชาติ เข้มข้น ชัดเจน และพุ่งพล่าน (Intense and Bold) เพื่อให้แขกที่มารับประทานรู้สึก “ว้าว” ตั้งแต่คำแรก แม้จะมีรสจัดแต่ทุกรสชาติต้อง เข้ากันได้อย่างกลมกล่อมทั้งความเค็ม เผ็ด และเปรี้ยว

เชฟจอห์นยังดำเนินธุรกิจร้านอาหารด้วย ปรัชญาความยั่งยืน (Sustainability) ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นของอังกฤษเป็นหลักเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และลดการใช้พลังงาน หากวัตถุดิบไทยชนิดใดต้องนำเข้าจากแดนไกลและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เชฟจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในอังกฤษมาทดแทน

นำมาสู่ การตีความรสชาติไทยผ่านวัตถุดิบอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น น้ำจิ้มซีฟู้ด พบแทบทุกที่ในประเทศไทย แต่เนื่องจากในอังกฤษไม่มีมะนาวเขียวแบบไทย (มีแต่เลมอนซึ่งรสชาติต่างกัน) เชฟจึงใช้ความเปรี้ยวจาก ซีบัคธอร์น (Sea Buckthorn) ซึ่งเป็นเบอร์รี่ป่าหาได้ทั่วไปในอังกฤษ มาทำเป็นซอสสำหรับกินกับ หอยนางรมสด ในเมนู Banana Pepper & Soybean Gillardeau Oyster, Sea Buckthorn & Fermented Chilli ได้รสชาติเดียวกับการกินหอยนางรมสดกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่คนไทยคุ้นเคย

คอร์สเรียกน้ำย่อย หอยนางรม เมี่ยงคำ ไส้อั่ว

เนื่องจากอังกฤษไม่มี ‘ใบชะพลู’ หรือใบไม้ที่ใช้ห่อแบบไทย เชฟจึงใช้ใบของ ผักชาร์ด (Chard) เพื่อทำเมนู เมี่ยงคำ ส่วนผสมข้างในมีการใช้ เลเวอร์เบรด (Laverbread) ซึ่งเป็นสาหร่ายที่ชาวเวลส์และคนอังกฤษรับประทานกันเป็นประจำ มาผสมกับหัวไชเท้าท้องถิ่น เรียกเมนูนี้ว่า Laverbread Tarlet, Rhubarb & Daikon เป็นการกินเมี่ยงคำในรูปลักษณ์ใหม่ แต่ได้รสชาติของเมี่ยงคำจริงๆ

เชฟยังสร้างสรรค์ ไส้อั่ว ในเวอร์ชั่นของเขาเอง โดยใช้ตะไคร้ที่สามารถปลูกได้ในอังกฤษมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ เรียกเมนูนี้ว่า Lemongrass Sausage กินแล้วไม่นึกถึงอย่างอื่นนอกจากไส้อั่ว

Crab, Kaluga Queen Osetra Caviar & Coconut เสิร์ฟคู่ดอกจอกสีดำ

ดอกจอกสีดำ

กินห่อหมกและแกงปูในคำเดียว

เมนูขายดีที่สุดของร้าน AngloThai แขกทุกคนที่มาเยือนมักสั่งเมนูนี้ คือ Crab, Kaluga Queen Osetra Caviar & Coconut เมนูนี้เป็นการตีความใหม่โดยผสมผสานระหว่าง ห่อหมก และ แกงปู เข้าด้วยกัน ได้เอกลักษณ์รสชาติที่รวมความเข้มข้นของทั้งสองเมนูไว้ โดยใช้เนื้อปูและเพิ่มความหรูหราด้วยคาเวียร์

สิ่งที่เชฟให้ความสำคัญมากคือการใช้ กะทิคั้นสดด้วยมือ ในทุกเมนูที่มีส่วนประกอบของกะทิ รวมถึงเมนูนี้ด้วย โดยจะไม่ใช้กะทิกล่องหรือกะทิสำเร็จรูป ใช้มะพร้าวจริๆ จากเมืองไทย เพื่อให้ได้คุณภาพและรสชาติแบบคนไทยโบราณ

เมนูนี้เสิร์ฟคู่กับ ดอกจอกสีดำ ซึ่งเชฟเปรียบว่าเป็นเหมือนบิสกิตของไทย (Thai Biscuit) เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนอังกฤษที่นิยมกินบิสกิต

‘ดอกจอก’ ของร้านมีเอกลักษณ์คือ ‘สีดำ’ ได้มาจากการนำกะลามะพร้าวมาเผาไฟจนไหม้แล้วบดเป็นผงใช้ผสมในแป้ง ภายใต้ตัวดอกจอกยังซ่อน ‘ครีมแกงปู’ ไว้ด้านล่างเพื่อให้กินคู่กันอย่างลงตัว

แกงเนื้อ : วากิวกับซอสแกงแดงเสิร์ฟกับธัญพืชหุง

เชฟทดลองปลูกข้าวหอมมะลิในอังกฤษ พบว่าไม่สามารถปลูกให้มีคุณภาพดีได้ เพื่อรักษาแนวคิดเรื่องความยั่งยืน เชฟจึงมองไปที่วิถีชีวิตของคนอังกฤษซึ่งปกติจะรับประทาน ธัญพืช (Grains) หลากหลายชนิดอยู่แล้ว จึงตัดสินใจนำธัญพืชเหล่านั้นมาหุงและใช้เสิร์ฟคู่กับเมนูหลัก เช่น แกงเนื้อ หรือ Wagyu Striploin, Peppercorn Curry & Truffle เหมือนกินข้าวราดแกงเนื้อจริงๆ

หอยเชลล์ฮอกไกโดกับซอสสะเต๊ะเมล็ดทานตะวัน

เชฟระบุว่าคนในอังกฤษจำนวนมากมีอาการแพ้ ‘ถั่วลิสง’ หากทำ ซอสสะเต๊ะ ตามสูตรดั้งเดิมของไทยที่ใช้ถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบหลัก ลูกค้าหลายท่านไม่สามารถรับประทานได้

เพื่อแก้ปัญหานี้ เชฟจึงเปลี่ยนจากการใช้ถั่วลิสงมาเป็น เมล็ดทานตะวัน (Sunflower seeds) เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นเหมือนซอสสะเต๊ะแต่ปลอดภัยสำหรับผู้แพ้ถั่วในเมนู Hokkaido Scallop, Sunflower Seed & Wild Garlic กินแล้วเหมือนกินสะเต๊ะปกติ

ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับฟาร์มในลอนดอนเพื่อ ปลูกสมุนไพรไทยสดๆ เช่นพริก ตะไคร้ ข่า กะเพรา ผ่านระบบ Hydro farm ในตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้ได้ความสดสูงสุด

ขนมปังคุกกี้เนยที่กินกับไอศกรีมรสชาไทย

เมนูของหวาน เชฟนำเสนอ Thai Tea, Salted Milk & Buckwheat ขนมปังคุกกี้เนยกินกับไอศกรีมรสชาไทย เพื่อสื่อถึงวัฒนธรรมการดื่มชาของอังกฤษ

โดยรวมแล้ว อาหารของ AngloThai เป็นงานศิลปะที่นำ รากเหง้าของรสชาติไทย มาหลอมรวมกับ วัตถุดิบและวิถีชีวิตของคนอังกฤษ อย่างลงตัวและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ต่างชาติส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเมนูพื้นฐาน

ในมุมมองของเชฟจอห์น ปัจจุบันอาหารไทยในตลาดต่างประเทศยังเป็นที่รู้จักในวงจำกัด (Relatively Unknown) เชฟเชื่อว่าความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารไทยนอกประเทศไทยนั้นยังถือว่าน้อยและจำกัดอยู่มาก คนส่วนใหญ่ยังคงรู้จักและคุ้นเคยเฉพาะเมนูพื้นฐานที่เป็น “จานหลัก” อย่าง ผัดไทย และ ต้มยำ

"ในเมืองอย่างลอนดอน ผู้คนมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับอาหารไทยมากกว่าที่อื่น เนื่องจากมีร้านอาหารไทยตั้งอยู่จำนวนมาก ทำให้คนในพื้นที่ได้สัมผัสกับอาหารจานอื่น ๆ และเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น

ปัจจุบันเริ่มมีร้านอาหารที่ปรุงอาหารแบบต้นตำรับ (Authentic) มากขึ้น โดยเชฟที่ผ่านการฝึกฝนจากประเทศไทย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีและความตื่นเต้นจากลูกค้าที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิมในฐานะมื้ออาหารที่พิเศษ (Luxury Experience)"

เชฟจอห์นกล่าวและว่า โดยเฉพาะในอังกฤษ การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านถือเป็นความหรูหรา (Luxury) ลูกค้าจึงคาดหวังรสชาติที่ ‘ว้าว’ และมีพลัง (Powerful flavors) ซึ่งเป็นจุดเด่นของอาหารไทยที่สามารถสร้างความประทับใจให้แขกได้

“การที่ร้านอาหารไทย หรือที่ตีความจากไทย..อย่าง AngloThai สามารถคว้ารางวัล Opening of the Year ในอังกฤษ และได้รับดาg=วมิชลินภายในเวลาเพียง 90 วันหลังเปิดร้าน สะท้อนให้เห็นว่าอาหารไทยที่มีคุณภาพและการนำเสนอที่น่าสนใจเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก” เชฟจอห์นให้ความเห็น

อาหารไทยมีความลึกซึ้งและหลากหลายมากกว่าที่คนต่างชาติรู้จัก แต่ในระดับโลกยังคงมีความจำเป็นต้องโปรโมทและนำเสนอวัฒนธรรมอาหารไทยอีกมาก

เพื่อให้คนเข้าถึงแก่นแท้ที่มากกว่าแค่เมนูยอดนิยม

  • credit photo: โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...