เครื่องใช้ไฟฟ้าระส่ำหนัก วัตถุดิบขาดต้นทุนพุ่งแถมขนส่งยาก
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสะเทือนต่อภาคส่งออกของไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ต้องพึ่งพาทั้งเม็ดพลาสติก ยางสังเคราะห์ และพลังงานเป็นต้นทุนหลัก ท่ามกลางปัญหาเส้นทางขนส่งที่ไม่แน่นอน ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว และบริษัทประกันภัยจำนวนมากไม่รับประกันการขนส่งไปยังบางพื้นที่เสี่ยง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับแผนจัดหาวัตถุดิบและบริหารคำสั่งซื้ออย่างใกล้ชิดภายใต้แรงกดดันดังกล่าว
ผู้ประกอบการยอมรับตรงกันว่า แม้คำสั่งซื้อในภาพรวมยังมีอยู่แต่การทำธุรกิจยากลำบากขึ้นมาก เพราะต้นทุนไม่นิ่ง ซัพพลายเออร์ไม่กล้าโควตราคาล่วงหน้า และการส่งออกไปบางตลาดเริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ครึ่งหลังของปี 2569 ถูกจับตาว่าเป็นช่วงเปราะบาง หากสถานการณ์ยืดเยื้ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยอาจต้องรับแรงกระแทก ทั้งจากต้นทุน การขนส่ง และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกพร้อมกัน
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และในฐานะรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด ถึงทิศทางและการรับมือกับปัจจัยที่เกิดขึ้น
ขาดเม็ดพลาสติก ปัญหาสำคัญ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเม็ดพลาสติก ตอนนี้ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังหารือกับซัพพลายเออร์ว่า มีวัสดุหรือแบรนด์อื่นใดที่สามารถใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ โดยต้องเป็นวัตถุดิบที่คุณสมบัติใกล้เคียงกัน จากเดิมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางก็เริ่มหันไปหาประเทศอื่น เช่น จีน หรืออินเดีย
อย่างไรก็ตามแม้จะเปลี่ยนยี่ห้อหรือเปลี่ยนสูตรการผลิตได้ราคาก็ยังต้องสูงขึ้นอยู่ดี เพราะต้นทุนทั้งหมดอิงกับกลไกตลาดโลก และการเปลี่ยนวัตถุดิบก็ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องมีขั้นตอนทดสอบคุณภาพก่อนว่าใช้แทนกันได้จริงหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ช่วงนี้ยังพอประคองได้ เพราะหลายรายยังมีสต๊อกเดิมเหลืออยู่บ้าง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป เพราะซัพพลายเออร์จำนวนมากเริ่มไม่กล้าเสนอราคาและไม่กล้ารับประกันว่าจะมีของส่งให้หรือไม่ ทั้งนี้ใน 2 เดือนจากนี้ยังคงพอได้แต่ราคาวัตถุดิบก็ขึ้นแล้ว
สต๊อกวัตถุดิบอยู่ได้แค่ พ.ค.
สำหรับสต๊อกวัตถุดิบนั้น ถ้าเป็นภาพรวมทั่วไปน่าจะประคองได้ถึงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2569 แต่หลังจากนั้นเริ่มน่าห่วงมากขึ้น ส่วนในฝั่งผลิตภัณฑ์ยางถ้าเป็นยางธรรมชาติไม่น่ากังวลมากนัก แต่ถ้าเป็นยางสังเคราะห์ที่ต้องอาศัยวัตถุดิบจากน้ำมันอันนี้กระทบหนัก คล้ายกับฝั่งเม็ดพลาสติก คือ ยังพอมีบัฟเฟอร์สต๊อกเก่าอยู่บ้าง แต่หลังเดือนพฤษภาคมก็ไม่มีใครการันตีได้เหมือนกัน และในตอนนี้ราคาวัตถุดิบที่ขึ้นมาแล้วประมาณ 30% ของราคาปัจจุบัน
แต่ก็ยังมีปัญหา คือ ซัพพลายเออร์ไม่กล้าโควตราคาล่วงหน้าเหมือนแต่ก่อน เดิมทีธุรกิจลักษณะนี้มักจะเสนอราคากันล่วงหน้า 3 เดือน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้นทุนไม่นิ่ง ทั้งน้ำมันและค่าขนส่งขึ้น-ลงตลอด ทำให้ต้องเสนอราคาแบบครั้งต่อครั้งตามออร์เดอร์ใหม่
“การซื้อ-ขายช่วงนี้ต้องเจรจาราคากันใหม่ในแต่ละรอบ ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาแต่รวมถึงปริมาณด้วย เพราะตอนนี้ซัพพลายเออร์ไม่กล้ารับปากล่วงหน้าว่าอีก 3 เดือนจะส่งได้เท่าไหร่ ทุกอย่างต้องคุยกันเป็นรอบ ๆ ไป”
ส่งออกสหรัฐก็โดนเรื่องภาษี
โดยรวมแล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทยมีการส่งออกไปทั่วโลก ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะตลาดตะวันออกกลางอย่างเดียว โดยเฉพาะตลาดสหรัฐเป็นตลาดหลักของเรา แต่หากดูการส่งออกก่อนเกิดสงครามอิหร่านสินค้าบางตัวก็เริ่มติดลบอยู่แล้ว เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า เพราะตลาดหลักคืออเมริกา และก่อนหน้านี้ก็เจอประเด็นภาษีตอบโต้การค้าด้วย โดยช่วงที่ภาษีลดลงชั่วคราวเหลือ 10% ก็พอมีออร์เดอร์เข้ามาบ้าง เพราะลูกค้าต้องการใช้ประโยชน์จากภาษีอัตรานี้
แต่ขณะเดียวกันก็มีความกังวลเรื่องมาตรา 301 เข้ามาอีก ทำให้ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องเรียกผู้ประกอบการเข้าหารือว่าจะชี้แจงกับสหรัฐอย่างไร ว่าสินค้าจากไทยไม่ใช่การสวมสิทธิ หรือทรานส์ชิปเมนต์ แต่เป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจริงของสหรัฐ
ลูกค้าเร่งตุนสต๊อกกลัวขึ้นราคา
ภาพรวมขณะนี้คำสั่งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีอยู่ โดยลูกค้าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน กลุ่มแรก คือ รีบสั่งสินค้าไปตุนสต๊อก เพราะเชื่อว่าเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปราคาจะขึ้นแรง คนกลุ่มนี้ต้องมีเงินสดและคลังสินค้าพร้อมพอสมควร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่กล้าสั่ง เพราะไม่มั่นใจว่าถ้าซื้อไปแล้วจะขายได้หมดหรือไม่ เมื่อดูตลาดตะวันออกกลางของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย มีส่งออกอยู่ แต่ไม่มากนัก เช่น สินค้าเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น เพราะภูมิภาคนั้นอากาศร้อน ความต้องการยังมี
ค่าขนส่งขึ้น 3 เท่า-ประกันไม่รับ
ค่าระวางเรือตอนนี้ปรับขึ้นชัดเจนมาก ถ้าส่งไปตะวันออกกลางเดิมค่าขนส่งต่อตู้ไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ ตอนนี้ขึ้นไปประมาณ 6,000 ดอลลาร์ และนี่ยังเป็นแค่ค่าขนส่งไปถึงท่าเรือปลายทางบางจุดเท่านั้น เนื่องจากเส้นทางเดินเรือบางช่วงมีปัญหา ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีขนส่ง เช่น ส่งไปลงที่ซาอุดีอาระเบียก่อน แล้วต่อทางบกไปยังประเทศปลายทางอีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่าขนส่งทางบกก็เพิ่มอีกราว 1,000 ดอลลาร์ รวม ๆ แล้วต้นทุนขนส่งอาจขึ้นไปแตะ 8,000 ดอลลาร์ต่อตู้ 20 ฟุต จากเดิมที่ไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ ถือว่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
“อัตราที่ปรับขึ้นเป็นค่าขนส่งที่ไปเส้นทางอื่น โดยไม่ผ่านเส้นทางเดิมที่มีปัญหา ส่วนใหญ่ต้องอ้อมหรือเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าบางกรณีอาจจะมีการผ่อนคลายหรืออนุญาตเป็นรายลำเรือ ซึ่งต้องคุยกันในระดับสูง”
ส่วนเรื่องประกันภัยขนส่งสินค้า กรณีขนส่งไปตะวันออกกลาง ตอนนี้บริษัทประกันประมาณ 90% ไม่รับประกันภัยแล้ว มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่ยังกล้ารับ ถ้าไม่มีประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ต้องไปตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือบางกรณีก็อาจต้องให้ลูกค้าฝั่งปลายทางช่วยหาบริษัทประกันเข้ามารับความเสี่ยงแทน
ส่งออกผันผวนต้องมอนิเตอร์ถี่ยิบ
การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลงแน่นอน ส่วนยานยนต์ก็ติดลบ แต่ฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะตลาดอเมริกายังต้องการสินค้าอยู่มาก ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และหม้อแปลงต่างๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรกตัวเลขการส่งออกของฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามภาวะตอนนี้เปลี่ยนเร็วมาก จึงต้องประเมินกันแบบเดือนต่อเดือน ยังสรุปเป็นภาพทั้งปีแบบตายตัวไม่ได้ ซึ่งก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ก็ถือว่าส่งออกปีนี้หนักแน่นอน
อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบก็ต้องหารือและติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจต้องหารือถี่ขึ้น เพราะมีทั้งประเด็น RVC และมาตรา 301 เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยรวมแล้วทางออกสำคัญคือ ซัพพลายเชนในประเทศต้องปรับตัวให้ได้ และต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีนให้มากขึ้น ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องเข้ามาช่วยเสริมในส่วนนี้ด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เครื่องใช้ไฟฟ้าระส่ำหนัก วัตถุดิบขาดต้นทุนพุ่งแถมขนส่งยาก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net