เส้นทางการเมืองของ “บ้านใหญ่แป้งมัน” และวิบากกรรมในวันที่ภูมิใจไทยผงาด
หากจะกล่าวถึงกลุ่มการเมืองที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ชื่อของ “บ้านใหญ่แป้งมัน” ภายใต้การนำทัพของ “กำนันป้อ” หรือ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ย่อมอยู่ในลำดับต้นๆ จากเจ้าพ่อธุรกิจมันสำปะหลังหมื่นล้านแห่งโคราช สู่นักการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในสนามเลือกตั้งได้อย่างอย่างต่อเนื่อง
1. เลือกตั้งปี 2562 จุดเริ่มต้นทางการเมืองสนามใหญ่
เส้นทางการเมืองระดับประเทศของ “กำนันป้อ” เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งปี 2562 ภายใต้สังกัด “พรรคภูมิใจไทย” ในครั้งนั้น “บ้านใหญ่แป้งมัน” โชว์ศักยภาพด้วยการเจาะไข่แดง คว้า สส. นครราชสีมา เข้าสภาได้ถึง 3 ที่นั่ง ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับการตบรางวัลเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะสลับไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในเวลาต่อมา
แต่เมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้งปี 2566 “กำนันป้อ” ต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดวางตัวผู้สมัคร สส. โคราช แต่ “ครูใหญ่” ไม่ยอมเปิดทางให้ ผนวกกับเซนส์ทางการเมืองที่มองเห็นว่ากระแสลมกำลังเปลี่ยนทิศ ประชาชนโหยหาการเปลี่ยนแปลง และพรรคเพื่อไทยมีโอกาสแลนด์สไลด์สูง เขาจึงตัดสินใจหักดิบ หอบ “บ้านใหญ่แป้งมัน” ย้ายค่ายไปซบเพื่อไทย ซึ่งได้สร้างรอยแค้นฝังลึกให้กับแกนนำภูมิใจไทยมาจนถึงทุกวันนี้
2. เลือกตั้งปี 2566 “บ้านใหญ่แป้งมัน” ใต้ร่มเงาเพื่อไทย และการแจ้งเกิดของ “ไทรวมพลัง”
เมื่อย้ายมาเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย “บ้านใหญ่แป้งมัน” ได้รับอำนาจในการบริหารจัดการเขตเลือกตั้งโคราชอย่างเต็มที่ โดยสามารถสร้างผลงานกวาด สส. โคราชให้เพื่อไทยได้ถึง 12 ที่นั่ง จาก 16 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งครั้งนั้น “กำนันป้อ” เลือกถอยไปเป็นผู้เล่นหลังม่าน และผลักดันลูกสาวคือ “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นตัวแทนกลุ่ม นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
และในการเลือกตั้งปี 2566 “พรรคเพื่อไทรวมพลัง” (ต่อมาคือ ไทรวมพลัง) สามารถเจาะฐาน สส. อุบลราชธานี ได้ 2 ที่นั่ง ซึ่งพรรคนี้เป็นที่รู้กันดีว่า มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ “กำนันป้อ” ผ่านทางเครือญาติอย่าง “มาดามกบ” จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล (น้องสาวของภรรยากำนันป้อ) สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
3. สมรภูมิเลือกตั้งปี 2569 การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ “ไทรวมพลัง”
ในการเลือกตั้งปี 2569 กลยุทธ์ของ “บ้านใหญ่แป้งมัน” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาฐานที่มั่นในโคราชไว้ได้ โดยกวาดไปถึง 10 ที่นั่ง แต่ที่น่าจับตาคือ “พรรคไทรวมพลัง” ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กวาด สส. ได้ถึง 6 ที่นั่ง
แต่ความสำเร็จนี้แลกมาด้วยการสู้รบอย่างดุเดือดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกับ “ภูมิใจไทย” และเมื่อนับรวมกับรอยแค้นเก่า ทำให้เมื่อถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาลที่ภูมิใจไทยในฐานะแกนนำฯ มีอำนาจต่อรองสูงที่สุด ส่งผลให้ “พรรคไทรวมพลัง” ไม่ได้เป็นหนึ่งในพรรคร่วมฯ
4. กลุ่มแป้งมันยังต้องลุ้น “สุดาวรรณ” จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ ?
นอกจาก “พรรคไทรวมพลัง” ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ตอนนี้ยังต้องลุ้นอีกว่า ถึงที่สุดแล้ว “กลุ่มบ้านใหญ่แป้งมัน” จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ? (แม้จะมีรายงานข่าวว่า ส่งชื่อไปแล้วก็ตาม) จากกรณีที่แกนนำสำคัญ ทั้ง “กำนันป้อ” และ “สุดาวรรณ” ถูกหมายเรียกในคดีบุกรุกที่ดิน ซึ่งเป็นคดีที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2562 แต่กลับมาถูกเร่งรัดเอาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการจัดตั้งรัฐบาล
ซึ่งในมุมมองทางการเมือง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการวางงานเพื่อเตะสกัดขัดขา ไม่ให้คนของ “บ้านใหญ่แป้งมัน” ผ่านคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีในโควตาของพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ?
เส้นทางการเมืองของบ้านใหญ่แป้งมัน คือภาพสะท้อนของการเติบโตด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบคม ทั้งการอ่านกระแสขาดและการสร้างพรรคเครือข่าย
แต่ในวันที่ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ผงาดอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบกับพรรคเพื่อไทยก็อยู่ใต้อำนาจของพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของ “กำนันป้อ” นับตั้งแต่การย้ายสังกัด ว่าจะดำเนินเกมการเมืองต่อจากนี้อย่างไร เพื่อให้ “กลุ่มบ้านใหญ่แป้งมัน” และพรรคเครือข่าย สามารถเติบโตได้ต่อไป ทามกลางสมรภูมิการเมืองที่ร้อนระอุ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#บ้านใหญ่แป้งมัน #ภูมิใจไทย #การเมืองไทย #เลือกตั้ง2569 #วิเคราะห์การเมือง #โคราช #อำนาจการเมือง #siamrathonline