วอลล์สตรีท ปรับเพิ่มความเสี่ยง “เศรษฐกิจสหรัฐ” เข้าสู่ภาวะถดถอย พิษสงครามอิหร่าน
วอลล์สตรีท ปรับเพิ่มความเสี่ยง "เศรษฐกิจสหรัฐ" เข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะที่ผลกระทบเริ่มลุกลามไปทั่วโลก
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 08.33 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทเริ่มปรับเพิ่มความคาดการณ์ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ โดยมีปัจจัยสำคัญจากสงครามอิหร่านและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดย Moody’s Analytics ประเมินความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 48.6% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 30%
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงอยู่ แม้ว่าจะมีความคืบหน้าบางส่วน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจจะเจรจาโดยตรงกับสหรัฐ แต่กำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐเพื่อยุติสงคราม ขณะเดียวกันสื่อของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านอาจปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐ และเสนอเงื่อนไขของตนเอง เช่น การให้อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ในอีกด้านหนึ่ง ทำเนียบขาวยืนยันว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14–15 พฤษภาคม หลังเลื่อนกำหนดการจากสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจสะท้อนว่าสหรัฐมองเห็นโอกาสในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์
พัฒนาการดังกล่าวช่วยหนุนความหวังในตลาดการเงิน โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แม้ว่าฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐในช่วงกลางคืนจะเคลื่อนไหวทรงตัว
อย่างไรก็ตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายประเทศ เช่น ไทยได้ยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมันในประเทศและหันไปใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ในสหรัฐ บริการไปรษณีย์สหรัฐกำลังขอปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงชั่วคราว 8% สำหรับการส่งพัสดุและไปรษณีย์ด่วน เพื่อชดเชยต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันเกษตรกรสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานปุ๋ย เนื่องจากประมาณหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนให้เห็นว่าสงครามในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าโลกได้อย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : cnbc.com