โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟ 'ตะวันออกกลาง' โหมกระหน่ำ! โลกสะเทือน-ไทยผวา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไม่มีใครคาดคิดว่า คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ข่มขู่อิหร่านเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ จะกลายเป็นความขัดแย้งไปสู่ชนวนสงครามตะวันออกกลางได้

ทันทีที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ตลาดพลังงานโลกก็เริ่มสั่นสะเทือน และสิ่งที่ทั่วโลกกลัวก็เกิดขึ้นคือ ราคาน้ำมันขยับตัวขึ้นทันที รวมถึงความกังวลเรื่องการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงระดับโลก เพราะเส้นทางแคบๆ กลางทะเลแห่งนี้ คือทางผ่านของน้ำมันเกือบหนึ่งในสามของโลก

แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา ไทยเป็นหนึ่งในประเทศประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและการค้าโลกสูง ทุกความผันผวนของราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง หรือความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ล้วนสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้แทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การส่งออกที่ต้องเผชิญค่าระวางเรือที่พุ่งแรง หรือแม้แต่ความกังวลของประชาชนที่สะท้อนผ่านภาพคิวรถยนต์ยาวเหยียดหน้าปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่

จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายไหวพริบของรัฐบาลไทยที่ต้องเร่งวางหมากรับมือท่ามกลางปัจจัยทางเศรษฐกิจภายใน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ และปัญหาอื่นๆ ที่ยังคงรุมเร้า

คำถามสำคัญที่ทุกคนต่างกังวลคือ เรากำลังเดินเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

ในมุมมองของนักวิชาการ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ กลับให้คำตอบที่ช่วยลดอุณหภูมิความตื่นตระหนกลงได้บ้าง โดยมองว่าแม้สถานการณ์จะดูรุนแรง โดยเฉพาะการที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก แต่นี่คือส่วนหนึ่งของ “สงครามจิตวิทยา” ชั้นยอดที่มุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่าการทำลายล้างโลกให้เป็นจุณ

สมชายวิเคราะห์มหาอำนาจโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า โอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ยังถือว่าต่ำ เพราะมหาอำนาจอย่างรัสเซียยังคงติดหล่มในศึกยูเครน ขณะที่จีนเองก็มีนโยบายชัดเจนว่า ต้องรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% การปล่อยให้สงครามลุกลามจนคุมไม่อยู่ย่อมหมายถึงหายนะของจีนเช่นกัน เพราะจีนต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมหาศาล

ทั้งนี้ สมชายยังมองว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็น “ดาบสองคม” ที่จะย้อนกลับมาเชือดคออิหร่านเองหากทำให้พันธมิตรเบอร์หนึ่งต้องเดือดร้อน

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าสงครามโลกสำหรับคนไทยคือ การที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในภูมิภาคถูกโจมตี ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลากยาวกลายเป็นคลื่นเงินเฟ้อที่จะซัดเข้าใส่ต้นทุนการผลิตและปากท้องคนไทยจนอ่วม ซึ่งรัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์บนสมมุติฐานที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เพื่อเตรียมแผนสำรองน้ำมันและหาแหล่งนำเข้าทางเลือกอื่นไว้ล่วงหน้า

ทางฟากฝั่งภาคเอกชน เสียงเตือนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. โดย เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ชนวนเหตุครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่มันคือการล้มลงของโดมิโน่ต้นทุน ตั้งแต่ค่าขนส่งทางเรือไปจนถึงตั๋วเครื่องบินพาณิชย์

และอาจทำให้ภาพฝันที่ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะสดใสเริ่มดูเลือนรางลง เมื่อตัวเลขจากสภาพัฒน์ฯ ส่งสัญญาณว่าจีดีพีไทยอาจขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เกรียงไกรมองอีกมุมว่า ภาคเอกชนยังมองเห็น “แต้มต่อ” จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีเยี่ยม โดยเสนอให้ไทยใช้จังหวะที่โลกปั่นป่วน ชูธงเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” และการเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Hub)” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตโลกให้กลายเป็นโอกาสทองของไทย

พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงใช้ได้นานถึง 95 วันก็ตาม

ขณะที่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่ากำลังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งแบบรายชั่วโมง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผันผวนสูงและพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โจทย์ใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังคือระยะเวลาของสงคราม หากยืดเยื้อจนกระทบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกน้ำมันโลกอาจกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล

แม้ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ แต่จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ผลกระทบต่อจีดีพียังอยู่ในระดับจำกัดเพียง 0.1-0.2% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจและระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะเป็น “กันชน” รองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้

ส่วนด้านเงินเฟ้อ ธปท.ยังมั่นใจว่าบริหารจัดการได้เพราะระดับปัจจุบันยังต่ำมาก อีกทั้งการชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ถือเป็นการเตรียมกระสุนรับมือความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป

นอกจากนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ ส่งผลรุนแรงต่อภาคการส่งออกเช่นกัน โดย ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เผยตัวเลขที่ทำเอาผู้ประกอบการแทบช็อก ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์จากเดิมที่เคยอยู่หลักพันต้นๆ กลับถูกบวก “ค่าธรรมเนียมภาวะฉุกเฉิน (Emergency Conflict Surcharge)” พุ่งสูงถึง 3,000 ดอลลาร์ต่อตู้เข้าไปแล้ว การที่สายเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลบเลี่ยงจุดเสี่ยง ไม่ได้แค่ทำให้เสียเวลา แต่คือต้นทุนมหาศาลที่สะท้อนกลับมาในราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ สรท.เสนอให้ภาครัฐคือ การใช้กลยุทธ์ “เรือธง” จากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับทุกฝ่าย เช่น จีนหรือรัสเซีย เพื่อให้สามารถล่องผ่านพื้นที่ขัดแย้งได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีและช่วยพยุงขีดความสามารถในการแข่งขันของส่งออกไทยในตลาดโลก

แรงกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เริ่มปรากฏชัดที่ปั๊มน้ำมันในหลายพื้นที่ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ภาพคิวรถที่ยาวเหยียดกว่า 2 กิโลเมตรในอำเภอตะกั่วป่า คือบทพิสูจน์ของความตื่นตระหนก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างแห่กักตุนน้ำมันจนหลายแห่งเกลี้ยงถังชั่วคราว

จนสถานีบริการน้ำมันงดบริการขายน้ำมันใส่แกลลอน จนเกษตรกรต้องเอารถยนต์ทางการเกษตร เครื่องมือเกษตรไปเติมน้ำมันถึงปั๊ม

แม้รัฐบาลจะยืนยันตรึงน้ำมันนาน 15 วัน พร้อมย้ำว่าสำรองน้ำมันมีมากถึง 95 วัน แต่ความตระหนกยังมีอยู่

นี่คือภาพจำลองความเดือดร้อนที่เจ็บปวด เมื่อปัจจัยระดับโลกมากระทบถึงวิถีชีวิตระดับชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ

ศึกตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง

ภายใต้สภาวะโลกที่เปราะบาง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไฟ ‘ตะวันออกกลาง’ โหมกระหน่ำ! โลกสะเทือน-ไทยผวา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...