ไฟ 'ตะวันออกกลาง' โหมกระหน่ำ! โลกสะเทือน-ไทยผวา
ไม่มีใครคาดคิดว่า คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ข่มขู่อิหร่านเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ จะกลายเป็นความขัดแย้งไปสู่ชนวนสงครามตะวันออกกลางได้
ทันทีที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ตลาดพลังงานโลกก็เริ่มสั่นสะเทือน และสิ่งที่ทั่วโลกกลัวก็เกิดขึ้นคือ ราคาน้ำมันขยับตัวขึ้นทันที รวมถึงความกังวลเรื่องการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงระดับโลก เพราะเส้นทางแคบๆ กลางทะเลแห่งนี้ คือทางผ่านของน้ำมันเกือบหนึ่งในสามของโลก
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา ไทยเป็นหนึ่งในประเทศประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและการค้าโลกสูง ทุกความผันผวนของราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง หรือความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ล้วนสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้แทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การส่งออกที่ต้องเผชิญค่าระวางเรือที่พุ่งแรง หรือแม้แต่ความกังวลของประชาชนที่สะท้อนผ่านภาพคิวรถยนต์ยาวเหยียดหน้าปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่
จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายไหวพริบของรัฐบาลไทยที่ต้องเร่งวางหมากรับมือท่ามกลางปัจจัยทางเศรษฐกิจภายใน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ และปัญหาอื่นๆ ที่ยังคงรุมเร้า
คำถามสำคัญที่ทุกคนต่างกังวลคือ เรากำลังเดินเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?
ในมุมมองของนักวิชาการ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ กลับให้คำตอบที่ช่วยลดอุณหภูมิความตื่นตระหนกลงได้บ้าง โดยมองว่าแม้สถานการณ์จะดูรุนแรง โดยเฉพาะการที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก แต่นี่คือส่วนหนึ่งของ “สงครามจิตวิทยา” ชั้นยอดที่มุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่าการทำลายล้างโลกให้เป็นจุณ
สมชายวิเคราะห์มหาอำนาจโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า โอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ยังถือว่าต่ำ เพราะมหาอำนาจอย่างรัสเซียยังคงติดหล่มในศึกยูเครน ขณะที่จีนเองก็มีนโยบายชัดเจนว่า ต้องรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% การปล่อยให้สงครามลุกลามจนคุมไม่อยู่ย่อมหมายถึงหายนะของจีนเช่นกัน เพราะจีนต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมหาศาล
ทั้งนี้ สมชายยังมองว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็น “ดาบสองคม” ที่จะย้อนกลับมาเชือดคออิหร่านเองหากทำให้พันธมิตรเบอร์หนึ่งต้องเดือดร้อน
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าสงครามโลกสำหรับคนไทยคือ การที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในภูมิภาคถูกโจมตี ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลากยาวกลายเป็นคลื่นเงินเฟ้อที่จะซัดเข้าใส่ต้นทุนการผลิตและปากท้องคนไทยจนอ่วม ซึ่งรัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์บนสมมุติฐานที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เพื่อเตรียมแผนสำรองน้ำมันและหาแหล่งนำเข้าทางเลือกอื่นไว้ล่วงหน้า
ทางฟากฝั่งภาคเอกชน เสียงเตือนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. โดย เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ชนวนเหตุครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่มันคือการล้มลงของโดมิโน่ต้นทุน ตั้งแต่ค่าขนส่งทางเรือไปจนถึงตั๋วเครื่องบินพาณิชย์
และอาจทำให้ภาพฝันที่ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะสดใสเริ่มดูเลือนรางลง เมื่อตัวเลขจากสภาพัฒน์ฯ ส่งสัญญาณว่าจีดีพีไทยอาจขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เกรียงไกรมองอีกมุมว่า ภาคเอกชนยังมองเห็น “แต้มต่อ” จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีเยี่ยม โดยเสนอให้ไทยใช้จังหวะที่โลกปั่นป่วน ชูธงเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” และการเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Hub)” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตโลกให้กลายเป็นโอกาสทองของไทย
พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงใช้ได้นานถึง 95 วันก็ตาม
ขณะที่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่ากำลังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งแบบรายชั่วโมง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผันผวนสูงและพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โจทย์ใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังคือระยะเวลาของสงคราม หากยืดเยื้อจนกระทบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกน้ำมันโลกอาจกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล
แม้ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ แต่จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ผลกระทบต่อจีดีพียังอยู่ในระดับจำกัดเพียง 0.1-0.2% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจและระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะเป็น “กันชน” รองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้
ส่วนด้านเงินเฟ้อ ธปท.ยังมั่นใจว่าบริหารจัดการได้เพราะระดับปัจจุบันยังต่ำมาก อีกทั้งการชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ถือเป็นการเตรียมกระสุนรับมือความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป
นอกจากนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ ส่งผลรุนแรงต่อภาคการส่งออกเช่นกัน โดย ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เผยตัวเลขที่ทำเอาผู้ประกอบการแทบช็อก ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์จากเดิมที่เคยอยู่หลักพันต้นๆ กลับถูกบวก “ค่าธรรมเนียมภาวะฉุกเฉิน (Emergency Conflict Surcharge)” พุ่งสูงถึง 3,000 ดอลลาร์ต่อตู้เข้าไปแล้ว การที่สายเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลบเลี่ยงจุดเสี่ยง ไม่ได้แค่ทำให้เสียเวลา แต่คือต้นทุนมหาศาลที่สะท้อนกลับมาในราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไทย
อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ สรท.เสนอให้ภาครัฐคือ การใช้กลยุทธ์ “เรือธง” จากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับทุกฝ่าย เช่น จีนหรือรัสเซีย เพื่อให้สามารถล่องผ่านพื้นที่ขัดแย้งได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีและช่วยพยุงขีดความสามารถในการแข่งขันของส่งออกไทยในตลาดโลก
แรงกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เริ่มปรากฏชัดที่ปั๊มน้ำมันในหลายพื้นที่ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ภาพคิวรถที่ยาวเหยียดกว่า 2 กิโลเมตรในอำเภอตะกั่วป่า คือบทพิสูจน์ของความตื่นตระหนก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างแห่กักตุนน้ำมันจนหลายแห่งเกลี้ยงถังชั่วคราว
จนสถานีบริการน้ำมันงดบริการขายน้ำมันใส่แกลลอน จนเกษตรกรต้องเอารถยนต์ทางการเกษตร เครื่องมือเกษตรไปเติมน้ำมันถึงปั๊ม
แม้รัฐบาลจะยืนยันตรึงน้ำมันนาน 15 วัน พร้อมย้ำว่าสำรองน้ำมันมีมากถึง 95 วัน แต่ความตระหนกยังมีอยู่
นี่คือภาพจำลองความเดือดร้อนที่เจ็บปวด เมื่อปัจจัยระดับโลกมากระทบถึงวิถีชีวิตระดับชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ
ศึกตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง
ภายใต้สภาวะโลกที่เปราะบาง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไฟ ‘ตะวันออกกลาง’ โหมกระหน่ำ! โลกสะเทือน-ไทยผวา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly