โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อนอกทำดัชนีวิเคราะห์ไทยอยู่ในกลุ่มกระทบมากจากวิกฤตน้ำมัน แต่ดีที่มีตัวกันชนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

นิตยสาร The Economist ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินความเปราะบางของประเทศต่างๆ ต่อภาวะขาดแคบนน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยตั้งคำถามว่า "ประเทศไหนที่ทุกข์ทรมานมากที่สุดวิกฤตการณ์น้ำมัน?"

จากการวิเคราะห์พบว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักมีดังนี้ คือ ตุรกี อียิปต์ เอธิโอเปีย เคนยา แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

แต่โดยรวมแล้วผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตน้ำมันที่กำลังดำเนินอยู่มีผลต่อ 15 ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับการส่งออกพลังงานและการส่งเงินกลับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย นิตยสาร The Economist จัดอันดับประเทศเหล่านี้โดยใช้ตัวชี้วัดหลักสองประการ ได้แก่ การพึ่งพาแหล่งพลังงานและการไหลเข้าของเงินส่งกลับจากกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่วัดจากทุนสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สิน แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ก็เผชิญกับความเปราะบางและความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก

จากดัชนีตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวช็อคของน้ำมันจากอิหร่านในปี 2026 หรือสถานการณ์ล่าสุด The Economist ได้แบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

high exposure, strong buffer
(กระทบมาก ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ ไทย เนปาล

high exposure, weak buffer
(กระทบมาก ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ อียิปต์ จอร์แดน ปากีาถาน เอธิโอเปีย

low exposure, strong buffer
(กระทบน้อย ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ตุรกี อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้

low exposure, weak buffer
(กระทบน้อย ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ เวียดนาม บังกลาเทศ เคนยา ศรีลังกา

ทั้งนี้ "ความเสี่ยง" จากการพึ่งพาพลังงานจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และเงินโอนจากแรงงานที่ทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย

ส่วน "ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ" วัดจากปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สาธารณะ

จากมาตรวัดของดัชนี้นี้ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม high exposure ซึ่งหมายความว่ามีความเสียงสูงเพราะน้ำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง แต่มี strong buffer เนื่องจากมีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและระดับหนี้สาธารณะที่ยังบริหารจัดการได้

สำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงมาก คือ กลุ่ม high exposure, weak buffer คือ ปากีสถาน จอร์แดน เอธิโอเปีย และอียิปต์ ปรากฏเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในบรรดา 15 ประเทศที่วิเคราะห์ เพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียสูง และ/หรือเงินโอนจากพลเมืองที่ทำงานในประเทศในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็น 5% หรือมากกว่าของ GDP

ปากีสถานมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว กำลังประสบปัญหาการปันส่วนเชื้อเพลิง การปิดโรงเรียน และการเปลี่ยนไปใช้การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยออนไลน์ และเงินสำรองระหว่างประเทศของปากีสถานครอบคลุมการนำเข้าได้น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งต่ำกว่าระดับขั้นต่ำที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำ

เนปาลเผชิญกับคิวยาวในการซื้อก๊าซหุงต้ม ซึ่งเน้นให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนอุปทานอย่างกว้างขวาง ส่วนอียิปต์มีภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยต้องชำระหนี้ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจของจอร์แดนก็มีความเปราะบางอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากหนี้สินสูงและการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และเงินโอนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ป้ายจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวันไว้ที่ 1,000 บาท ปรากฏอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ในจังหวัดเชียงราย ทางภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภายหลังการหยุดชะงักของการนำเข้าอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง (Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...