เงินเดือน 12,000 ซื้อประกันสุขภาพได้ไหม ตึงมือไปหรือเปล่า?
หลายคนที่มีรายได้ 12,000 บาทต่อเดือน มักจะมีข้อกังวลอยู่ในใจว่า “แค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเดินทาง หรือเงินที่ต้องส่งให้ครอบครัวก็แทบจะไม่พอแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อประกันสุขภาพ ?” ความกังวลนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างยิ่ง เพราะด้วยรายได้ระดับนี้ การบริหารจัดการกระแสเงินสดในแต่ละเดือนถือเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ความเจ็บป่วยก็ไม่เคยเลือกฐานะหรือรายได้ หากเกิดโชคไม่ดีต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ค่ารักษาพยาบาลหลักหมื่นหรือหลักแสนอาจทำให้เงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิตหายไปในพริบตา หรือร้ายกว่านั้นคือต้องสร้างหนี้สินก้อนโตที่กระทบอนาคตทางการเงินไปอีกหลายปี
เช็กกระเป๋าสตางค์: งบเท่าไรถึงจะไม่ตึงมือจนเกินไป?
ตามหลักการวางแผนการเงินส่วนบุคคล งบประมาณสำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพรวมกันทั้งหมด ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ทั้งปี
ลองมาคำนวณกันดู หากเงินเดือน 12,000 บาท เท่ากับว่ามีรายได้ 144,000 บาทต่อปี งบประมาณที่ปลอดภัยและเหมาะสมในการจ่ายเบี้ยประกันจะอยู่ที่ประมาณ 7,200 - 14,400 บาทต่อปี หรือตกเดือนละ 600 - 1,200 บาท หรือคิดเป็นเงินเก็บเพียงแค่วันละ 20-40 บาทเท่านั้น
คำถามสำคัญคือ การกันเงินราว 1,000 บาทออกจากระบบทุกเดือน กระทบกับชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน ? หากคำตอบคือ "ตึงมากจนต้องเบียดเบียนค่าอาหาร" การฝืนซื้อประกันสุขภาพแผนใหญ่โตและเบี้ยแพงอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะประกันสุขภาพเป็นสัญญาระยะยาวแบบปีต่อปี หากปีไหนจ่ายไม่ไหวจนต้องปล่อยกรมธรรม์ขาด ความคุ้มครองก็จะหายไปทันที ดังนั้น การประเมินกำลังส่งเบี้ยระยะยาวจึงสำคัญกว่าการเลือกซื้อประกันสุขภาพแผนที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว
สวัสดิการพื้นฐาน: ด่านแรกของการป้องกันที่ห้ามมองข้าม
ก่อนที่จะตัดสินใจควักเงินซื้อประกันสุขภาพ แนะนำให้สำรวจสวัสดิการที่ตัวเองมีติดตัวอยู่แล้วก่อนเสมอ
สิทธิประกันสังคม หรือ สิทธิบัตรทอง: นี่คือเกราะป้องกันชั้นดีของคนไทยที่ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนโตเพิ่ม แม้หลายคนอาจมีความกังวลเรื่องการรอคิวนาน ข้อจำกัดด้านชนิดของยานอกบัญชี หรือความสะดวกสบาย แต่ในกรณีเจ็บป่วยหนักที่ต้องผ่าตัด สวัสดิการเหล่านี้ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายหลักแสนให้เหลือศูนย์ได้จริง
ประกันกลุ่มของบริษัท: หากที่ทำงานมีสวัสดิการส่วนนี้ให้ ลองเช็กรายละเอียดให้แน่ชัดว่าครอบคลุมค่าห้องพัก ค่ารักษาพยาบาลต่อครั้ง และมีงบให้เท่าไร เพื่อจะได้รู้ว่าเรามี "ช่องโหว่" ตรงไหนที่ต้องอุดเพิ่ม