โซลาร์จ่อขึ้นราคา หลังจีนยกเลิกคืนภาษีส่งออก ไทยเสี่ยงต้นทุนพุ่ง
นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 จีนได้ประกาศยกเลิกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ แวตเอ็กซ์พอร์ตรีเบต (VAT Export Rebate) สำหรับสินค้ากลุ่มโฟโตโวลเทอิก (Photovoltaic: PV) ซึ่งครอบคลุมโซลาร์เซลล์และแผงโซลาร์ทั้งหมด ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มแบตเตอรี่ถูกลดอัตราคืนภาษีจาก 9% เหลือ 6% ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ก่อนจะยกเลิกทั้งหมดในปี 2570
ซึ่งผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการส่งออกของผู้ผลิตจีนสูงขึ้น เมื่อผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่ม ราคาสินค้าก็มีแนวโน้มปรับขึ้นตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภายในปี 2569 ราคาสินค้าโซลาร์ในตลาดโลก รวมถึงราคานำเข้าในไทยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 9%-15%
ทำไมโลกต้องสนใจจีน
สาเหตุที่หลายประเทศได้รับผลกระทบก็เพราะจีนเป็นผู้ผลิตหลักของอุตสาหกรรมโซลาร์โลก โดยมีกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 80% ของทั้งโลก แม้ช่วงหลังหลายประเทศจะเริ่มตั้งโรงงานผลิตเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะสั้น โลกก็ยังต้องพึ่งพาจีนเป็นหลักอยู่ ดังนั้นเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายภาษี ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงถูกส่งต่อมายังตลาดโลกแทบจะทันที พูดง่ายๆ คือ ถ้าจีนขยับ ราคาทั่วโลกก็จะขยับตาม
ไทยเจอต้นทุนเพิ่มเต็มๆ
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบถือว่าเห็นได้ชัด เนื่องจากไทยนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์จากจีนอยู่ที่ประมาณ 47%-51% ของการนำเข้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 16,300 ล้านบาท เมื่อราคานำเข้าเพิ่ม ต้นทุนของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยก็ย่อมเพิ่มตามไปด้วย โดยเฉพาะโครงการใหม่หรือโครงการที่กำลังเตรียมลงทุน ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ มูลค่าการลงทุนรวม หรือ แคปเพ็กซ์ (CAPEX) สูงขึ้น และระยะเวลาคืนทุนอาจนานขึ้น ทำให้บางโครงการอาจต้องชะลอหรือทบทวนแผนใหม่
ไทยต้องคิดต่อ
สำหรับประเทศไทย การรับมืออาจต้องมองไกลกว่าการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการกระจายแหล่งนำเข้า การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ หรือการวางแผนโครงการให้ยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคา
โดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนโยบายของจีนในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้การเติบโตของพลังงานสะอาดยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว