ราคาน้ำมันร่วงหลังสหรัฐ-พันธมิตรเร่งเพิ่มซัพพลาย เตรียมคุ้มกันขนส่งฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงในวันศุกร์ หลังสหรัฐและพันธมิตรสำคัญส่งสัญญาณร่วมมือเพิ่มอุปทานและรักษาความปลอดภัยเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาประมาณ 8.30 น .ของเช้าวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 1.24 ดอลลาร์ หรือ 1.1% มาอยู่ที่ 107.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับลดลง 1.24 ดอลลาร์ หรือ 1.3% อยู่ที่ 94.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันด้านราคาที่คลี่คลายลงมีปัจจัยจากความพยายามของสหรัฐในการเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่า รัฐบาลอาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ยังค้างอยู่บนเรือบรรทุก รวมถึงอาจปล่อยน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR)
ขณะเดียวกัน ชาติยุโรปหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมเข้าร่วมภารกิจรักษาความปลอดภัยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยขอให้หลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามและกระทบต่อเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ดี แม้ราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลงในระยะสั้น แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ น้ำมันดิบเบรนท์ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในรัฐอ่าว ส่งผลให้การผลิตบางส่วนต้องหยุดชะงัก
ในทางกลับกัน WTI มีแนวโน้มลดลงเกือบ 4% นับเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ และยังคงซื้อขายในระดับส่วนลดเมื่อเทียบกับเบรนท์มากที่สุดในรอบ 11 ปี
นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันในรัฐนอร์ทดาโคตาของสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตหลัก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเดือนนี้และต่อเนื่องในระยะถัดไป หลังผู้ประกอบการทยอยกลับมาเปิดบ่อผลิตที่หยุดดำเนินการ และข้อจำกัดจากฤดูหนาวเริ่มผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า อัตราการเพิ่มกำลังการผลิตยังขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก และงบลงทุนของบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว