“มาเลเซีย” เร่งยกระดับระบบชำระเงินเรียลไทม์ในยุค AI หลังธุรกรรม QR อาเซียนพุ่งแรง
"มาเลเซีย" เร่งยกระดับระบบชำระเงินเรียลไทม์ในยุค AI ขณะที่ธุรกรรม QR ข้ามพรมแดนในอาเซียนขยายตัวรวดเร็ว จนหน่วยงานการเงินและไซเบอร์กังวลความเสี่ยงจากการโกงออนไลน์
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.36 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ของ Malaysia กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนมากขึ้น หลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มมีบทบาทโดยตรงต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน จนสร้างความกังวลว่าความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงและความเปราะบางของระบบการเงินอาจพัฒนาเร็วกว่ากลไกป้องกัน
ผู้บริหารจาก Payments Network Malaysia (PayNet), Visa Inc. และหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของมาเลเซีย ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปของเทคโนโลยีการเงินจะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการโอนเงินที่เร็วขึ้นอีกต่อไป แต่เป็นคำถามสำคัญว่า “ใคร” หรือ “อะไร” จะได้รับสิทธิ์ในการทำธุรกรรมแทนมนุษย์
เอ็นดรี ลิม ประธานคณะทำงานของ PayNet กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า ปัจจุบันระบบการเงินยังพยายามป้องกันไม่ให้บอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติทำธุรกรรม แต่ในอนาคต ผู้ใช้อาจมอบอำนาจให้ AI หรือตัวแทนอัตโนมัติทำธุรกรรมแทน ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างการควบคุมระบบการชำระเงินโดยสิ้นเชิง
ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ PayNet ดูแลเครือข่ายการชำระเงินแห่งชาติและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ โดยธนาคารกลางระบุว่า ร้านค้ากว่า 80% ที่ใช้ระบบ DuitNow QR ซึ่งเป็นมาตรฐาน QR แห่งชาติของมาเลเซีย เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายต่ำกว่า 5,000 ริงกิตต่อเดือน
เครือข่ายการชำระเงินดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย PayNet ประมวลผลธุรกรรมดิจิทัลถึง 8.44 พันล้านรายการในปี 2568 สะท้อนว่าการชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นวิธีหลักในการใช้จ่ายของชาวมาเลเซีย ทั้งการซื้อสินค้า การเดินทาง การโอนเงินระหว่างบุคคล และการค้าของธุรกิจขนาดเล็ก
ระบบดังกล่าวรองรับธุรกรรมเฉลี่ยราว 260 รายการต่อวินาทีในปีที่ผ่านมา พร้อมรักษาเสถียรภาพของระบบได้เกือบสมบูรณ์แบบ สะท้อนบทบาทที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ
ข้อมูลจากธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า ระบบชำระเงินเรียลไทม์ (RPP) ซึ่งเป็นระบบหลักของการชำระเงินผ่าน QR เติบโตจาก 109 ล้านธุรกรรมในปี 2562 เป็นประมาณ 3.48 พันล้านธุรกรรมในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี ก่อนจะเร่งตัวต่อในปี 2568
ในทางกลับกัน ระบบโอนเงินแบบดั้งเดิมอย่าง Interbank GIRO (IBG) มีธุรกรรมทรงตัวอยู่ราว 300 ล้านรายการต่อปี ขณะที่ระบบ FPX สำหรับโอนเงินออนไลน์เติบโตช้ากว่า โดยมีธุรกรรมประมาณ 826 ล้านรายการในปี 2567
PayNet ระบุว่า เมื่อระบบการเงินขยายตัวถึงระดับนี้ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถาบันใดสถาบันหนึ่งอีกต่อไป เพราะการฉ้อโกง การหลอกลวง หรือช่องโหว่ทางเทคนิคสามารถลุกลามไปทั่วระบบได้แบบเรียลไทม์
ด้านพรีวิน พิลเลย์ ผู้จัดการประจำประเทศมาเลเซียของ Visa กล่าวว่า ระบบการชำระเงินกำลังมีลักษณะเหมือนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศมากขึ้น และความเสี่ยงไม่ได้จำกัดแค่การโกงรายธุรกรรม แต่รวมถึงความเชื่อมั่น ความยืดหยุ่น และความต่อเนื่องของทั้งระบบ
ความกดดันที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของคดีหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งแตกต่างจากการฉ้อโกงแบบเดิมที่ใช้ข้อมูลขโมย เพราะหลายกรณีในปัจจุบันเกิดจากผู้ใช้งานถูกหลอกให้กดยืนยันโอนเงินด้วยตัวเอง และเมื่อธุรกรรมเกิดขึ้นแทบจะทันที ระบบจึงแทบไม่มีเวลาหยุดยั้ง
Visa เตือนว่า ระบบความปลอดภัยต้องทำงานเร็วเท่ากับความเร็วของการชำระเงิน เพราะมิจฉาชีพเริ่มโจมตีช่องโหว่ระหว่างระบบ ธนาคาร และอุปกรณ์ มากกว่าจะเจาะสถาบันใดสถาบันหนึ่งโดยตรง
เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงดังกล่าว PayNet จึงพัฒนา National Fraud Portal ซึ่งเป็นระบบติดตามเส้นทางเงินระหว่างธนาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อระบุพฤติกรรมต้องสงสัย โดยพัฒนาร่วมกับธนาคารกลางและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ลิมกล่าวว่า หากมีเพียงบางสถาบันที่ตอบสนองต่อภัยคุกคาม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่ดำเนินการ อาชญากรก็จะยังคงหาช่องว่างในระบบได้เสมอ
PayNet ยังพัฒนา AI ที่เรียกว่า large transaction model ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการเงินโดยตรง เช่น กระแสเงินเข้าออก เวลา และพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อค้นหารูปแบบความเสี่ยงทั่วทั้งเครือข่าย และช่วยตรวจจับภัยคุกคามได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่อง “AI อธิปไตย” หรือ Sovereign AI กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยลิมระบุว่า ไม่ใช่เรื่องการแยกตัวจากโลกภายนอก แต่คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินยังอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของประเทศ
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมาเลเซีย เมกัต ซูแฮรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ (NACSA) กล่าวว่า ประเทศในอาเซียนเริ่มมองเรื่องอธิปไตยระดับภูมิภาคมากขึ้น ท่ามกลางความเชื่อมั่นต่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เขาระบุว่า มาเลเซียเพียงประเทศเดียวมีตลาดเล็กเกินกว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีไซเบอร์และการเงินขั้นสูงได้ด้วยตัวเอง จึงจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถร่วมกันในระดับอาเซียน
แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเห็นชัดจากระบบ QR ข้ามพรมแดนของอาเซียน ซึ่งเชื่อมระบบชำระเงินของหลายประเทศเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินต่างประเทศผ่านแอปในประเทศตัวเองได้
มาเลเซียได้เชื่อมระบบ QR กับ Cambodia ในปี 2568 ต่อจาสิงคโปร์, ไทย, อินโดนีเซีย และจีน ขณะที่อินเดียคาดว่าจะเข้าร่วมในปี 2569
ธุรกรรม QR ข้ามพรมแดนของผู้ใช้งานอาเซียนในมาเลเซียเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า แตะ 29.7 ล้านรายการในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก่อนโครงการ Visit Malaysia 2569 อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงระบบการเงินระดับภูมิภาคยิ่งเพิ่มความซับซ้อนด้านความปลอดภัย โดย Visa เตือนว่า หากมาตรฐานการยืนยันตัวตนและการคุ้มครองผู้บริโภคในแต่ละประเทศแตกต่างกัน อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบ
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การเกิดขึ้นของ “agentic AI” หรือ AI ที่สามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมแทนมนุษย์ จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบการเงิน เพราะกลไกความปลอดภัยแบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรอการอนุมัติจากมนุษย์ อาจไม่สามารถรับมือกับการตัดสินใจของ AI แบบเรียลไทม์ได้ทัน
ลิมกล่าวว่า “อันตรายไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีเคลื่อนไหวเร็วเกินไป แต่คือระบบกำกับดูแลอาจตามไม่ทันต่างหาก”
อ้างอิง : asia.nikkei.com