NERโค้งแรกกำไร254ล้าน ราคายาง-ค่าเงินผันผวน
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 17.43 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 10.43 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - NER ผลงานโค้งแรกมีรายได้จากการขายรวม7,207.73 ล้านบาท ลดลง17.13%คิดเป็นปริมาณขาย123,552 ตัน ลดลง2.78% และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 254.37 ล้านบาท ลดลง 58.22%ชี้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาขายสินค้ายางเฉลี่ยของบริษัทลดลง อีกทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายศักดิ์ชัย จงสถาพงษ์พันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)หรือNER รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ถึงผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1/2569 (สำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ) เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณขาย 123,552 ตัน ลดลง 3,537 ตัน หรือลดลงร้อยละ 2.78 คิดเป็นรายได้จากการขายรวม 7,207.73 ล้านบาท ลดลง 1,490.29 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 17.13
แบ่งเป็นรายได้จากการขายในประเทศ 5,097.60 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.72 ของยอดขายรวม ลดลง 979.85 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 16.12 และรายได้จากการขายต่างประเทศ 2,110.12 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.28 ของยอดขายรวม ลดลง 510.44 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 19.48
โดยรายได้จากการขายสำหรับไตรมาส 1/2569 ที่ลดลงเกิดจากสถานการณ์ราคายางที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนนั้น ราคาขายสินค้ายางเฉลี่ยลดลงร้อยละ 14.78 โดยรายได้ที่ลดลง แบ่งเป็นผลต่างด้านราคาที่ปรับตัวลดลง อยู่ที่ 1,232.86 ล้านบาท และแบ่งเป็นผลต่างด้านปริมาณลดลงอยู่ที่ 257.44 ล้านบาท
ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 254.37 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 3.51 ของรายได้จากการขาย โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิลดลงจำนวน 354.48 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 58.22 สาเหตุสำคัญที่กระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้เกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1) ความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาขายสินค้ายางเฉลี่ยของบริษัทลดลงร้อยละ 14.78 กระทบต่อรายได้ และอัตราการทำกำไรโดยตรง
และ 2) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสัญญาขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Mark-to-Market) ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง