รวบ 2 แม่ลูก เปิดบริษัทบังหน้า ฟอกเงินข้ามโลก ตะลึงเงินหมุนเวียน
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำกำลังเข้าจับกุม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี และ นางปอ (นามสมมติ) อายุ 51 ปี สองแม่ลูก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ในข้อหา 'สนับสนุนฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนฯ' โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก รวมทั้งสิ้น 15 รายการ ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายผลการสืบสวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations - HSI) ได้ทำการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ในลักษณะ 'Pig Butchering' หรือการหลอกให้รักและลงทุน ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการสืบสวน HSI สามารถอายัดเหรียญดิจิทัล USDT ได้มากกว่า 100 ล้าน USDT หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท และยังพบว่าเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงกลุ่มบุคคลในประเทศไทย จึงได้ประสานข้อมูลมายังศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (กก.2 บก.ปอท.) ได้ขยายผลตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายในประเทศไทยจนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีพฤติการณ์ในการเปิดบริษัทบังหน้า โดยใช้บัญชีธนาคารของบริษัทรับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากนั้นจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัลสกุลต่างๆ แล้วโอนต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สั่งการ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายมีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยอีกมากกว่า 10 คดี มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการหลอกลงทุนและหลอกให้ทำภารกิจเพื่อหารายได้พิเศษ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับคดีหลอกลงทุนหุ้นของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี
จากการสอบสวน นายเอ (นามสมมติ) ให้การว่าตนได้ขอให้ นางปอ (นามสมมติ)ซึ่งเป็นมารดา ร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็น 'ธุรกิจบังหน้า' โดยอ้างว่าดำเนินกิจการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านงานวิจัย แต่ในความเป็นจริงกลับนำบัญชีของบริษัทดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางในการรับแลกเหรียญดิจิทัล และรับฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างเป็นชาวจีน โดยมีลักษณะการดำเนินการคือ การรับโอนเหรียญดิจิทัลผ่านเครือข่ายหนึ่ง ก่อนจะแปลงและโอนเหรียญดิจิทัลข้ามไปอีกเครือข่ายหนึ่ง (Cross-chain) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยได้รับค่าจ้าง 100 USDT ต่อการแปลงข้ามเครือข่ายมูลค่า 1 ล้าน USDT
อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนเชิงลึก ยังพบว่า นายเอ (นามสมมติ) ทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการหาลูกค้า การดูแลบัญชี และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน โดยนายเอ (นามสมมติ) มีหน้าที่หลักในการโอนเหรียญดิจิทัลและโอนเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ถึง ตุลาคม 2568 บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลของนายเอ (นามสมมติ) มีเหรียญดิจิทัลหมุนเวียนรวมสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป