29 เม.ย.นี้ นายกฯ อนุทิน ประกาศร่วม 21 หน่วยงาน ทำสงครามกวาดล้างนอมินี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยความคืบหน้าการปราบธุรกิจนอมินีผิดกฎหมายว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันของ 21 หน่วยงาน ในการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี ภายใต้แนวคิด ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี เพื่อเป็นการประกาศการทำสงครามกวาดล้างธุรกิจนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมายในไทยเต็มรูปแบบ และขณะเดียวกันรัฐบาลพร้อมดูแลธุรกิจต่างชาติที่ทำถูกกฎหมายให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นด้วย
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบกอบด้วย หน่วยงานทางเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ และด้านความมั่นคง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร กรมศุลกากร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมการท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นต้น
นายพูนพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการกวาดล้างธุรกิจนอมินี และปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล ในส่วนการจดทะเบียนตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่พยายามจดทะเบียนใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยไตรมาสแรกของปี 69 มีการจดทะเบียนบริษัทกลุ่มเสี่ยงเพียง 1,373 บริษัท ลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยิ่งลดต่ำลงอย่างมากในช่วงเดือนเม.ย.ที่ยอดลดลงถึง 75% ผลลัพธ์นี้เกิดจากการบังคับใช้มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น เช่น การบังคับให้ส่งหลักฐานทางการเงินและการยืนยันตัวตนก่อนรับจดทะเบียน
ส่วนของการจัดการบัญชีม้านิติบุคคล พบว่าสถิติลดลงเช่นกัน โดยตลอดปี 68 มียอดถึง 549 บริษัท แต่ล่าสุดในไตรมาสแรกปี 69 เหลือเพียง 10 บริษัท ซึ่งเป็นผลจากที่กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มข้น ในการออกกฎหมายบังคับใช้ 4 คำสั่งและ 2 ประกาศ เพื่อสกัดกั้นขบวนการเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังได้ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศเพื่อขยายผลตรวจเชิงลึกใน 27 พื้นที่ ครอบคลุม 10 จังหวัดเศรษฐกิจ โดยมีการส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีสูงถึง 6,709 ราย รวมถึงประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินอีกกว่า 534 ราย และส่งเรื่องให้ดีเอสไอ รวมถึง บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับการปฏิบัติการในภาคสนาม เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจเป้าหมาย 15 พื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงเดือนเม.ย.69 โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ ฟาร์มกัญชาในจังหวัดกระบี่, พื้นที่โค เวิร์กกิง สเปซ ในเขตห้วยขวาง, ธุรกิจท่องเที่ยวในภูเก็ตและพัทยา รวมถึงการตรวจสอบกรณีร้องเรียนล้งมะพร้าว ในพื้นที่สมุทรสาครและราชบุรี ทำให้นอกจาก ปราบปรามผู้กระทำผิดได้แล้ว ยังป้องปรามไม่ให้เกิดการนอมินีรายใหม่ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยอีกด้วย