TISCO-LHFG โชว์กำไร Q1 โต ขยับตั้งสำรองเพิ่มรับวิกฤตตะวันออกกลาง
ช่วงนี้เริ่มเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มสถาบันการเงิน มีการรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาแล้ว เริ่มจากกลุ่มทิสโก้ (TISCO) ที่แจ้งว่า งวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY) จากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เติบโตถึง 18.6% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น
โดย“ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า
ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.7%
“บริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss-ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เร่งตัวขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 15.7%”
ทั้งนี้ แม้บริษัทสามารถจัดการหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้นสะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191%
“บริษัทประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะเดียวกันคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย”
ขณะที่ “บริษัท แอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG” แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 (QOQ) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 47.9% เมื่อเทียบ YOY เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน กำไรจากเงินลงทุน และรายได้เงินปันผล
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 1,770.8 ล้านบาท ลดลง 3.5% QOQ และเพิ่มขึ้น 5.9% YOY โดยรายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3,317.1 ล้านบาท ลดลง 4.0% QOQ และลดลง 2.3% YOY ด้านค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย มีจำนวน 1,546.3 ล้านบาท ลดลง 10.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 684.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.2% QOQ ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล และเพิ่มขึ้น 95.5% YOY ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น มีจำนวน 1,239.8 ล้านบาท ลดลง 7.1% QOQ ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และเพิ่มขึ้น 10.8% YOY ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ อยู่ที่ 1,215.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% QOQ และเพิ่มขึ้น 34.6% YOY ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน เท่ากับ 0.040 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 2.6% QOQ และเพิ่มขึ้น 48.1% YOY
ทั้งนี้ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH BANK) มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาส 1/2569 ที่จำนวน 187.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,368.9% QOQ และเพิ่มขึ้น 13.3% YOY และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 160.21% ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 0.370 บาทต่อหุ้น ลดลง 2.6% QOQ และเพิ่มขึ้น 27.6% YOY
นอกจากนี้ “LHFG” ชี้ว่า ยังมีปัจจัยเรื่องที่ต้องติดตาม ได้แก่ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้นจากจีน ความเปราะบางของเศรษฐกิจจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทำให้ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ
นอกจากนี้การเข้าสู่ตลาดของ Virtual Bank มีแนวโน้มเร่งการแข่งขันในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SMEs ขณะที่ประเด็นด้าน ESG จะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทั้งในมิติของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานกำกับดูแล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TISCO-LHFG โชว์กำไร Q1 โต ขยับตั้งสำรองเพิ่มรับวิกฤตตะวันออกกลาง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net