รมว. คลัง เผยกู้ 2 แสนล้านบาท “ทยอยกู้ตามจริง” ย้ำรักษาวินัยการคลัง
รมว. คลัง เผย แผนบริหารหนี้สาธารณะรับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เข้าครม. 19 พ.ค. นี้โดยกู้รอบแรก 2 แสนล้านบาทเป็นการทยอยกู้ตามจริงไม่ให้เสียดอกเบี้ยเปล่าประโยชน์ เล็งออกพันธบัตรออมพลัสเปิดทางรายย่อยซื้อได้ทุกเดือน
12 พ.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 จะมีการเสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นแผนที่ปรับเพื่อรองรับการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่แผนบริหารหนี้สาธารณะฉบับดังกล่าวยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการรอความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
สำหรับแผนการกู้เงินในรอบแรกจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลใช้วิธีกู้เงินแบบทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริงของแต่ละโครงการ ไม่ได้กู้เงินมากองไว้เฉย ๆ ซึ่งทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์
ทั้งนี้ ดร. เอกนิติ ย้ำว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 70% ของ GDP โดยคาดว่าจาก พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับเพิ่มขึ้น 2% ทำให้หนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 68%
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า นอกเหนือจากแผนการกู้เงิน กระทรวงการคลังเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง โดยจะดำเนินการขายในโครงการออมพลัส เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึง โดยจะมีการออกขายเป็นประจำทุกเดือน
“เรื่องวงเงินและอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยหากจะอ้างอิงราคาตลาดปัจจุบันอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.2% โดยอาจมีพรีเมียมเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อจูงใจผู้ออมเงิน”
ส่วนกรณีที่จะมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ฝ่ายค้านสามารถยื่นฟ้องได้เฉพาะในมาตรา 172 เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ส่วนเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนถือเป็นอำนาจการวินิจฉัยของฝ่ายบริหาร
“อดีตที่ผ่านมาเมื่อมีการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ฝ่ายค้านก็มักจะดำเนินการยื่นฟ้องทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย โดยฝ่ายค้านก็ทำได้ตามมาตรา 173 แต่ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว 1 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยต่อว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งสงคราม พลังงาน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากปล่อยไว้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขได้ยาก
“ตอนแรกที่ได้ยินกันว่าจะกู้ 500,000 ล้านบาท ผมเป็นคนลดลงมาเหลือ 400,000 ล้านบาท เพราะไม่อยากให้เสียวินัยการคลัง วันนี้ผมต้องการยันเรื่องนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นคนก็จะมาขอนู่นขอนี่ ซึ่งผมเน้นย้ำว่าผมรักษาวินัยการเงินการคลัง และผมก็ไปอธิบายเรื่องนี้กับต่างประเทศ โดยวันนี้ สบน. ได้รายงานว่าเครดิตเรตติ้งเอเจนซี่ R&I ของญี่ปุ่นก็ได้คงอันดับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นการสะท้อนวินัยการเงินการคลังของไทย”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า นอกจากแผนบริหารหนี้สาธารณะแล้ว ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 จะมีการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. โดยจะเป็นการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมเข้ากับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น โดยเบื้องต้นจะดำเนินการ 2 เดือนก่อน โดยเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายเดือน มิ.ย. 2569 สำหรับจำนวนผู้ได้รับสิทธิยังอยู่ระหว่างพิจารณา