ทรัมป์ชี้ของแพงขึ้นในสหรัฐฯ ไม่กระทบเขาตัดสินใจเรื่องอิหร่าน
ขณะที่สงครามอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และสถานการณ์ยังตึงเครียดต่อเนื่อง ชาวอเมริกันก็ได้รับผลกระทบจากการที่ค่าครองชีพพุ่งขึ้นไม่หยุด โดยมีรายงานว่า ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว
แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปถามโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายสงครามว่า สถานการณ์การเงินที่ชาวอเมริกันกำลังเจออยู่ในเวลานี้ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ทรัมป์ยอมทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ โดยทรัมป์ยังคงยืนกรานเรื่องของการไม่สามารถปล่อยให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้เป็นหลัก
แต่ท่ามกลางราคาสินค้าที่แพงขึ้นสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวอเมริกัน แรงความไม่พอใจนี้ จะสามารถกดดันทรัมป์ได้แค่ไหน Spotlight พาไปเจาะลึกว่า สินค้าในสหรัฐฯ เวลานี้แพงขึ้นขนาดไหน และประเด็นดังกล่าวจะส่งผลต่อการยุติสงครามได้หรือไม่?
ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสองเดือนติดต่อกันแล้ว
ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันแล้ว และถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ทำต่ออิหร่านส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (12 พฤษภาคม) ระบุว่า ราคาสินค้าและบริการสำหรับผู้บริโภคในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
เมื่อเทียบรายปี อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแตะ 3.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2023 และสูงกว่าระดับ 3.3% ในเดือนมีนาคม
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อครั้งนี้ มาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 5.4%
หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาพลังงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 17.9% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นถึง 28.4%
สมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ซึ่งติดตามราคาน้ำมันรายวัน ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ ขณะนี้อยู่ที่ 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน (ประมาณ 3.78 ลิตร) เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับ 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพของชาวอเมริกันในระยะต่อไป
เบอร์นาร์ด ยารอส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของบริษัท Oxford Economics กล่าวว่า ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้เริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน ซึ่งสายการบินจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น
ในรายงานที่ส่งให้กับ Al Jazeera ยารอสระบุว่า ค่าโดยสารเครื่องบินในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทรัมป์เผยค่าครองชีพแพงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเรื่องอิหร่าน
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ถูกถามว่า สถานการณ์ทางการเงินที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญอยู่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจในการทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่ ทรัมป์กลับตอบว่า ไม่เลยแม้แต่เพียงนิด เพราะปัจจัยเดียวที่สำคัญที่สุดเมื่อเขาพูดถึงอิหร่านคือ อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นเขาไม่คิดว่า สถานการณ์การเงินของชาวอเมริกันหรือของใคร หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญ
ทำเนียบขาวยังบอกอีกว่า ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั้นน่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านจะยังคงทำให้ระดับราคาสินค้าในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะข้างหน้า
เบอร์นาร์ด ยารอส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของ Oxford Economics ระบุว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มแตะจุดสูงสุดในไตรมาสนี้ แต่คาดว่าจะยังต่ำกว่าช่วงวิกฤตเงินเฟ้อในยุคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ
“แม้ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) จะยังอยู่ในระดับสูงตลอดปีนี้ แต่ก็ไม่น่าจะเร่งตัวสูงขึ้นไปมากกว่านี้” ยารอสกล่าว
อะไรแพงขึ้นบ้าง?
ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารสดและสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต กำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาสินค้าในหมวดของชำเพิ่มขึ้น 0.7%
ราคาสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา และไข่ เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ราคาเนื้อวัวพุ่งขึ้น 2.7% เช่นกัน
ด้านราคาผักและผลไม้เพิ่มขึ้น 1.8% โดยราคามะเขือเทศพุ่งเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% จากเดือนก่อนหน้าเพียงเดือนเดียว
ราคากาแฟเพิ่มขึ้น 18.5% เมื่อเทียบรายปี และเพิ่มขึ้นอีก 2% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังยืดเยื้อ
อเล็กซ์ จาเกซ อดีตสมาชิกสภาเศรษฐกิจแห่งชาติทำเนียบขาวในสมัยอดีตประธานาธิบดี Joe Biden กล่าวว่า “ทุกวันที่สงครามยังดำเนินต่อไป ราคาสินค้าจะยิ่งสูงขึ้น และจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายเดือนแม้สงครามจะสิ้นสุดแล้ว”
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าบางประเภทที่ราคาปรับตัวลดลง โดยราคาไข่ไก่ลดลงถึง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทำเนียบขาวนำไปเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อชี้ให้เห็นสัญญาณบวกด้านค่าครองชีพ
แต่เมื่อเทียบรายเดือน ราคาไข่ยังคงเพิ่มขึ้น 1.5% สะท้อนว่าภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารในสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้บริโภคอเมริกันในเวลานี้