โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดในรอบ 5 เดือน กำลังซื้อหด หากสงครามยืด SME 80% อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดัชนีความเชื่อมั่น SME มี.ค. 69 ร่วงสุดในรอบ 5 เดือน หากสงครามยืด SME 80% อยู่ไม่เกิน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ชั้น 10 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารซีน.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภาพรวมปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 48.2 จากที่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ระดับ 52.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าฐานที่ระดับ 50.0 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากความกังวลอย่างหนักต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

น.ส.ปณิตากล่าวว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญภาวะแรงบีบสองด้าน จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีด้านต้นทุนปรับลดลงมาอยู่ที่ 37.3 และดัชนีด้านกำไรลดลงมาอยู่ที่ 47.7 ขณะที่คำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ภาคแรงงานยังมีความมั่นคงสะท้อนผ่านดัชนีการจ้างงานที่ลดลงเพียงเล็กน้อย ที่ 0.3 (อยู่ที่ 49.2) เนื่องจากผู้ประกอบการยังพยายามรักษาฐานแรงงานเดิมเพื่อประคองธุรกิจ

เมื่อแยกตามรายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิต ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยดัชนีอยู่ที่ 46.8 ซึ่งผลกระทบมาจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น ตามมาด้วยภาคบริการที่ 48.3 โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว จากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น และการชะลอการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

น.ส.ปณิตาเผยอีกว่า จากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของ สสว. พบว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อ SME เป็นวงกว้าง โดยปัจจัยหลักมาจาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (พลังงาน, ขนส่ง, วัตถุดิบ) สูงถึง 47.1% ตามมาด้วยปัญหากำลังซื้อลดลง 26.2% และสภาพคล่องทางการเงิน 19.1%

ทั้งนี้มีข้อมูลที่น่ากังวลว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ SME กว่า 80% จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่เกิน 6 เดือน และมีถึง 20% ที่ระบุว่ามีทุนสำรองเหลือประคองตัวได้ไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น

สำหรับมาตรการเยียวยาในปัจจุบัน สสว. ได้ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ EXIM Bank สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1,200 ล้านบาท พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา 17 แห่ง ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปี 2569 เพิ่มเติมอีกกว่า 39 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดส่งเสริมฯ) เพื่ออนุมัติใช้เป็นกลไกหลักในการคลี่คลายปัญหาสภาพคล่องและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้ SME ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า SME ประมาณ 80% มีความตื่นตัวและสนใจปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green SME) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านยังเกิดขึ้นไม่มากนักเนื่องจาก 1.ความไม่มั่นใจในตลาดผู้ประกอบการกังวลว่าการลงทุนปรับเปลี่ยนจะช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงหรือไม่ 2.ความพร้อมของธุรกิจ ปัญหาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและความพร้อมภายในองค์กร

น.ส.ปณิตาระบุว่า ดังนั้น สสว.จึงได้เตรียมโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโมเดลธุรกิจสีเขียว เพื่อช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสร้างจุดแข็งใหม่ให้ธุรกิจ รวมถึงการหาตลาดต่างประเทศตลาดใหม่ๆ แทนตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าพา SME จำนวน 2,000 ราย บุกตลาดต่างประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่ถือเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงคราม ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก พร้อมกันนี้ยังอยู่ในระหว่างการหารือกับหน่วยงานด้านอีคอมเมิร์ซในประเทศ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มทางเลือกแทนการใช้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ หวังลดภาระค่าธรรมเนียม (GP) และต้นทุนการขายออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดในรอบ 5 เดือน กำลังซื้อหด หากสงครามยืด SME 80% อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...