โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูกเดินขาแบะ : ท่าเดินเตาะแตะที่อาจซ่อนสัญญาณสุขภาพ

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 02.36 น. • Features

ช่วงเวลาที่ลูกเริ่มตั้งไข่และหัดเดินก้าวแรก นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับพ่อแม่ทุกคน แต่ท่าเดินเตาะแตะ ขาแบะนิดๆ ของเด็กเล็กที่ดูน่ารักในสายตาคนรอบข้าง นานวันเข้าอาจเริ่มทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆการที่ ลูกเดินขาแบะ หรือกางขาและปลายเท้าชี้ออกด้านนอก เป็นเรื่องปกติในช่วงแรกของการฝึกเดิน เนื่องจากสรีสระร่างกายยังอยู่ในช่วงปรับตัว ทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และระบบการทรงตัวยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงทำให้ท่าเดินดูไม่มั่นคงเหมือนจะหกล้มได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่การเดินขาแบะของเด็กวัยเตาะแตะจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่หากพบว่าลูกมีอาการปวด เดินกะเผลก หรือขาแบะข้างเดียว อาจเป็นสัญญาณโรคที่ควรได้รับการรักษาความยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เส้นแบ่งระหว่างเรื่องธรรมดาของพัฒนาการกับสัญญาณที่ควรระวัง คุณพ่อคุณแม่จึงไม่แน่ใจว่าควรวางใจว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไปหรือควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ4 สัญญาณสุขภาพที่ควรเฝ้าระวัง เมื่อสังเกตเห็น ลูกเดินขาแบะ1. ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากพันธุกรรม (Spinal Muscular Atrophy - SMA)

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่า ลูกเดินไม่มั่นคง ทรงตัวไม่ค่อยอยู่ และเห็นได้ชัดว่าลูกลุกยืนลำบาก หรือมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าเด็กในวัยเดียวกัน นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ประสาทสั่งการในไขสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนที่อยู่ใกล้ลำตัว เช่น กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาเกิดการลีบและอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง2. ภาวะกระดูกสันหลังคด (Scoliosis)

แนวกระดูกสันหลังที่บิดเบี้ยวไม่เพียงแต่ส่งผลช่วงแผ่นหลังเท่านั้น แต่ยังกระทบลงมาถึงช่วงเชิงกราน ขา และเท้า เมื่อแนวกระดูกสันหลังและกระกูกเชิงกรานเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลการเดินเพื่อไม่ให้ล้ม ขาข้างหนึ่งจึงแบะออกมากกว่าปกติเพื่อหาจุดศูนย์ถ่วงใหม่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้จากการเดินขาแบะของลูกร่วมกับระดับหัวไหล่หรือสะโพกที่ดูสูงต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษาองศาการคดของกระดูกอาจเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่น และจะส่งผลทำให้ลูกมีอาการปวดหลังรุนแรง หรือปวดแปลบลงขาเมื่อเดินเยอะหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน3. ภาวะกระดูกต้นขาบิดออก (External Femoral Torsion)

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยมีสาเหตุมาจากแรงกดหรือท่าทางของทารกที่ทำให้ขาอยู่ในลักษณะกางออกหรือหมุนออกด้านนอก เมื่อคลอดออกมา ลูกอาจมีลักษณะปลายเท้าชี้ออกชัดเจน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาวะนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อลูกเริ่มยืนและเดินได้ แต่หากลูกยังเดินขาแบะจนถึงอายุ 8 ปี คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม4. ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy- CP)

มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในครรภ์หรือช่วงแรกของการคลอด โดยจะส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อขาเสียสมดุลไป ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นว่าลูกมีลักษณะการเดินที่เกร็งหรือเดินกะเผลก ร่วมกับกล้ามเนื้อที่ตึงกว่าปกติ ร่างกายจึงพยายามเพิ่มสมดุล ด้วยการบิดหมุนขาออกด้านนอก เพื่อช่วยพยุงตัวและชดเชยกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถควบคุมได้ตามปกติแนวทางการดูแลเบื้องต้น เมื่อลูกเดินขาแบะ

• ส่งเสริมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหว (Active Play)สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและขา เช่น การป่ายปีนเบาะนุ่มๆ การเดินบนเส้นตรง เล่นทรงตัว หรือเกมเดินตามรอยเท้าที่ชี้ตรง เพื่อฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อสะโพก ขา และเพิ่มความแข็งแรงของข้อต่อให้สอดรับกับการทรงตัวที่ดีขึ้น• เลือกรองเท้าที่เหมาะสมเลือกที่มีแผ่นรองรับอุ้งเท้าและส่วนหุ้มส้นที่มั่นคง ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป เพื่อช่วยประคองรูปเท้าของลูกให้เดินในแนวตรงและรับน้ำหนักได้ดีขึ้น• ปรับท่านั่งให้เหมาะสมไม่ควรปล่อยให้ลูกนั่งทับส้นเท้าแบบปลายเท้าแบะออกเป็นเวลานาน ควรให้ลูกนั่งเหยียดขาและลำตัวตรง เพื่อให้ตำแหน่งสะโพก ขา และข้อต่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมตามธรรมชาติอ่านบทความ: ลูกชอบเดินเขย่งเท้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก รีบปรับก่อนลูกกล้ามเนื้อเสื่อม!อ้างอิงBangkokHospitalJohnsHopkinsMedicineMSDNakornthonHospital

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...