รายงานพิเศษ : ย้อนมหากาพย์ซุกหุ้น ศาลรธน.ฟันศักดิ์สยาม นิติกรรมอำพรางชัด โยงต่อ 4 คดีอาญา
รายงานพิเศษ : ย้อนมหากาพย์ซุกหุ้น ศาลรธน.ฟันศักดิ์สยาม นิติกรรมอำพรางชัด โยงต่อ 4 คดีอาญา
จากกรณีคดี “ซุกหุ้น” ที่เกิดจากการถือครองหุ้น “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” ที่ถูกโยงกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง
นั่นก็เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมีมติยกคำร้องกรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยาม ส่งผลให้คดีนี้สิ้นสุดลงในกระบวนการของ ป.ป.ช. จนหลายภาคส่วนของสังคมต้องแสดงความกังขา
เพราะก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาข้อมูลพยานหลักฐานแง่มุมต่างๆ ของคดีมาแล้ว และวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากความเป็นรมว. คมนาคม และนำไปสู่ข้อกล่าวหาทางอาญา 4 ข้อหา
ซึ่งหากจะทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวควรย้อนไปตั้งแต่คำแถลงการณ์ปิดคดีดังกล่าว
โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ปมร้อนการถือครองหุ้น “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” ของนายศักดิ์สยาม เคยถูกพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง (ผู้ร้อง/ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้อง) ในขณะนั้นยื่น “คำแถลงการณ์ปิดคดี” ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 และมาตรา 187 หรือไม่
เนื้อหาในคำแถลงการณ์ปิดคดีประกอบด้วยหลักฐานชี้ให้เห็นถึงกระบวนการสืบสวนเชิงลึกที่มุ่งพิสูจน์ว่า การโอนหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ แท้จริงแล้วเป็นเพียง “นิติกรรมอำพราง” (เจตนาลวง) กระทั่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) พร้อมกับข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรงกับนายศักดิ์สยาม ถึง 4 ข้อหาหลัก
โดยคำแถลงดังกล่าวมีประเด็นสำคัญดังนี้
– ชี้เป้าเส้นทางการเงิน “อัฐยายซื้อขนมยาย”
ข้ออ้างที่ว่านายศุภวัฒน์ใช้เงินจำนวน 119,499,000 บาท ซื้อหุ้นจากนายศักดิ์สยามนั้น ถูกตีตกด้วยหลักฐานเส้นทางการเงิน (Money Trail)
คำแถลงระบุชัดเจนว่า แหล่งที่มาของเงินที่นายศุภวัฒน์นำมาซื้อหุ้น ล้วนมาจากบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายศักดิ์สยามเอง ตลอดจนบัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด ที่นายศักดิ์สยามมีอำนาจบริหารจัดการในขณะนั้น โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินผ่านบัญชีต่างๆ ซื้อกองทุนเปิดธนชาต แล้วขายคืนเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าหุ้น ซึ่งผู้ร้องชี้ว่าเป็นการปกปิดอำพรางเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีการซื้อขายกันจริง
– ข้อพิรุธฐานะทางการเงินของ “ศุภวัฒน์” (ผู้รับโอนหุ้น)
คำแถลงปิดคดีเน้นย้ำว่า นายศุภวัฒน์ไม่มีฐานะทางการเงินหรืออาชีพที่เพียงพอต่อการซื้อหุ้นหลักร้อยล้าน
แม้นายศุภวัฒน์จะอ้างว่ามีรายได้กว่า 500 ล้านบาทจากการทำธุรกิจส่วนตัว แต่เมื่อตรวจสอบการยื่นภาษี (ภ.ง.ด.91) ระหว่างปี 2558 – 2562 กลับพบว่ามีการสำแดงรายได้เพียงปีละ 108,000 – 118,000 บาท (เฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท) เท่านั้น ทั้งยังไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการ ไม่มียานพาหนะ หรือเครื่องจักรใดๆ ตามที่กล่าวอ้าง
– พฤติการณ์ส่อ “นอมินี” ครอบงำสั่งการหลังโอนหุ้น
หลักฐานที่สะท้อนว่านายศักดิ์สยามยังคงความเป็นเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง คือพฤติการณ์ภายหลังการโอนหุ้น เช่น
นายศักดิ์สยามยังคงได้รับค่าตอบแทนที่ปรึกษาจาก หจก.บุรีเจริญฯ ในปี 2561 จำนวน 400,000 บาท
นายศักดิ์สยามนำรถยนต์ส่วนตัว 2 คัน มาเบิกค่าน้ำมันจากห้างหุ้นส่วนฯ จนถึงเดือนตุลาคม2562 (หลังโอนหุ้นแล้วถึง 1 ปี 9 เดือน)
สถานที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ ยังคงอยู่ภายในบริเวณที่พักอาศัยของนายศักดิ์สยาม
มีการตั้งพนักงานระดับล่าง (นางสาววรางสิริ ระกิติ) ที่ถือหุ้นเพียง 3,000 บาท ขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและมีอำนาจเบิกถอนเงิน-ทำสัญญากับภาครัฐแทน
– โตแบบก้าวกระโดด-รับงานภาครัฐอื้อ
ภายหลังจากที่มีการอ้างว่าโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างกับภาครัฐมาก่อน กลับพบว่า หจก.บุรีเจริญฯ ได้รับงานรับเหมาก่อสร้างจากกระทรวงคมนาคมนับร้อยสัญญา ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 600 ล้านบาท
– การทำพยานหลักฐานและสัญญาย้อนหลัง
ผู้ร้องระบุว่า นายศักดิ์สยามได้เบิกความยอมรับต่อศาลรัฐธรรมนูญเองว่า “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่อ้างว่าบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ 1991 จำกัด กู้ยืมเงินจากนายศุภวัฒน์นับร้อยล้านบาท (เพื่ออุดช่องโหว่การขาดสภาพคล่องจากการถูกทุจริต) เป็นการ “ทำสัญญากู้ยืมย้อนหลัง”
นอกจากนี้ ยังมีพยานหลักฐานเอกสารใบเสร็จค่าน้ำมันและค่าอะไหล่ต่างๆ ที่พบข้อพิรุธว่าอาจเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นย้อนหลังเพื่อปรับแต่งบัญชีให้สอดคล้องกับเส้นทางการเงินที่ถูกตรวจสอบ
– ชี้เป็นนิติกรรมอำพราง ฝ่าฝืนรธน.
ในตอนท้ายของคำแถลงการณ์ พ.ต.อ.ทวี สรุปว่า ข้อกล่าวอ้างและพยานหลักฐานของผู้ถูกร้องไม่มีน้ำหนักและขัดต่อเหตุผล
พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) สามารถพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าวเป็นเพียงนิติกรรมลวง และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นและผู้ครอบงำกิจการที่แท้จริง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง
-ศาลรธน. ตัดสิน ‘ศักดิ์สยาม’ พ้นเก้าอี้รมว.คมนาคม
ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์ชี้ขาด “พ้นความเป็นรัฐมนตรี” :
โดยระบุว่า จากพฤติการณ์และข้อพิรุธทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยฟังได้ว่า เงินจำนวน 119.5 ล้านบาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์เป็นเพียงผู้ครอบครองหุ้นแทน (นอมินี)
การกระทำดังกล่าวเป็นการถือหุ้นต้องห้าม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
-โดนอีก 4 คดีอาญา
ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จบลงเพียงแค่การพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองของนายศักดิ์สยาม แต่นำไปสู่ข้อกล่าวหาทางอาญา 4 ฐานความผิด ได้แก่
ข้อหาที่ 1 ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 การเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือสั่งการใน หจก.บุรีเจริญฯ มีระวางโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี หรือปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อหาที่ 2 การกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม การปล่อยให้ หจก.ที่ตนเองเป็นเจ้าของที่แท้จริง เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงคมนาคม ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (มาตรา 126) มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
ข้อหาที่ 3 ความผิดฐานฮั้วประมูล (พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ) หากพบพฤติการณ์จูงใจหรือทำให้ยอมรับการเสนอราคาในโครงการของรัฐ มีระวางโทษหนักที่สุดคือ จำคุกตั้งแต่ 7 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1.4 แสน ถึง 4 แสนบาท
ข้อหาที่ 4 จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช. การไม่สำแดงเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญฯ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อครั้งเข้ารับและพ้นตำแหน่ง ส.ส. รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
คดีนี้จึงถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (Checks and Balances) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการป้องกันไม่ให้มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสาธารณะ กับการประกอบธุรกิจส่วนตัวนั่นเอง
ส่วนบทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องชี้แจงทำความกระจ่างให้สังคมเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รายงานพิเศษ : ย้อนมหากาพย์ซุกหุ้น ศาลรธน.ฟันศักดิ์สยาม นิติกรรมอำพรางชัด โยงต่อ 4 คดีอาญา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th