โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลท. หนุนรัฐใช้หนี้เชิงรุก “กู้เพื่อสร้าง” ยกระดับเศรษฐกิจ ชี้ธุรกิจครอบครัวเร่งรับมือ AI–พลังงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 06.54 น.

ตลท. สะท้อนภาพใหญ่เศรษฐกิจไทย ชี้การขยายเพดานหนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก หากใช้เงินถูกทิศ ใช้หลัก “กู้ต้องสร้าง” คุมเพดานหนี้ควบคู่ประสิทธิภาพใช้เงิน เปิดมุมธุรกิจครอบครัวเสาหลักตลาดทุนไทย ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว ย้ำบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างตลาดทุน และแนวทางยกระดับสู่ความยั่งยืน

21 เมษายน 2569ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากนโยบายการคลังเห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะยังเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน โดยการไม่ก่อหนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดกรอบการใช้เงินกู้ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถวัดผลได้

แนวทางการใช้เงินควรมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาว ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Reskill และ Upskill การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์มภาษีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษี โดยใช้หลัก “กู้ต้องสร้าง”

นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีควรถูกดำเนินควบคู่ เพื่อเสริมความมั่นคงทางการคลังและรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกและสอดประสานกันมากขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเงินในระยะยาว

“ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง การไม่ก่อหนี้อาจสร้างความเสี่ยงมากกว่าการกู้ หากประเทศจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพื่อพยุงเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายการใช้เงินอย่างชัดเจนและสามารถติดตามผลได้จริง” ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว

ในโอกาสเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวหนังสือที่ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว ซึ่งสะท้อนบทบาทของธุรกิจกลุ่มนี้ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยกว่า 76% มีรากฐานจากธุรกิจครอบครัว ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุน

มุมมองดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การผลักดันโครงสร้าง “หุ้น 2 ประเภท” (Dual Class Shares) เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจครอบครัวสามารถระดมทุนได้โดยไม่สูญเสียอำนาจการควบคุม ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาด และขยายทางเลือกให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ต้องการหุ้นพื้นฐานดีในระยะยาว

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวยังมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง เนื่องจากมีความจำเป็นในการกระจายรายได้ภายในครอบครัว ขณะที่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การยกระดับธรรมาภิบาล (Corporate Governance) เพื่อลดความขัดแย้งภายในและป้องกันความเสี่ยงด้านการบริหาร

“หากสามารถยกระดับธุรกิจครอบครัวและบริษัททั่วไปให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นได้ แม้เพียงบางส่วน ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนคุณภาพในตลาดทุนไทยได้” ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว

ในอกจากนี้ภาคธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต้นทุนธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในพลังงานทางเลือกหรือปรับระบบการใช้พลังงานล่วงหน้า จะสามารถลดความผันผวนจากวิกฤตราคาพลังงานได้ดีกว่า

โดยแนวคิด “สูตร 6C” ถูกย้ำเป็นกรอบสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว ครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลที่ดี โครงสร้างบริหารชัดเจน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงความเป็นเอกภาพภายในองค์กร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกำหนดความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยในระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...