ตลท. หนุนรัฐใช้หนี้เชิงรุก “กู้เพื่อสร้าง” ยกระดับเศรษฐกิจ ชี้ธุรกิจครอบครัวเร่งรับมือ AI–พลังงาน
ตลท. สะท้อนภาพใหญ่เศรษฐกิจไทย ชี้การขยายเพดานหนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก หากใช้เงินถูกทิศ ใช้หลัก “กู้ต้องสร้าง” คุมเพดานหนี้ควบคู่ประสิทธิภาพใช้เงิน เปิดมุมธุรกิจครอบครัวเสาหลักตลาดทุนไทย ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว ย้ำบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างตลาดทุน และแนวทางยกระดับสู่ความยั่งยืน
21 เมษายน 2569ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากนโยบายการคลังเห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะยังเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน โดยการไม่ก่อหนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดกรอบการใช้เงินกู้ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถวัดผลได้
แนวทางการใช้เงินควรมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาว ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Reskill และ Upskill การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์มภาษีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษี โดยใช้หลัก “กู้ต้องสร้าง”
นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีควรถูกดำเนินควบคู่ เพื่อเสริมความมั่นคงทางการคลังและรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกและสอดประสานกันมากขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเงินในระยะยาว
“ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง การไม่ก่อหนี้อาจสร้างความเสี่ยงมากกว่าการกู้ หากประเทศจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพื่อพยุงเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายการใช้เงินอย่างชัดเจนและสามารถติดตามผลได้จริง” ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว
ในโอกาสเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวหนังสือที่ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว ซึ่งสะท้อนบทบาทของธุรกิจกลุ่มนี้ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยกว่า 76% มีรากฐานจากธุรกิจครอบครัว ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุน
มุมมองดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การผลักดันโครงสร้าง “หุ้น 2 ประเภท” (Dual Class Shares) เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจครอบครัวสามารถระดมทุนได้โดยไม่สูญเสียอำนาจการควบคุม ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาด และขยายทางเลือกให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ต้องการหุ้นพื้นฐานดีในระยะยาว
นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวยังมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง เนื่องจากมีความจำเป็นในการกระจายรายได้ภายในครอบครัว ขณะที่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การยกระดับธรรมาภิบาล (Corporate Governance) เพื่อลดความขัดแย้งภายในและป้องกันความเสี่ยงด้านการบริหาร
“หากสามารถยกระดับธุรกิจครอบครัวและบริษัททั่วไปให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นได้ แม้เพียงบางส่วน ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนคุณภาพในตลาดทุนไทยได้” ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว
ในอกจากนี้ภาคธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต้นทุนธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในพลังงานทางเลือกหรือปรับระบบการใช้พลังงานล่วงหน้า จะสามารถลดความผันผวนจากวิกฤตราคาพลังงานได้ดีกว่า
โดยแนวคิด “สูตร 6C” ถูกย้ำเป็นกรอบสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว ครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลที่ดี โครงสร้างบริหารชัดเจน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงความเป็นเอกภาพภายในองค์กร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกำหนดความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยในระยะยาว