พรรคเศรษฐกิจเสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชันแทนขึ้น VAT 10%
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย และ น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล และสมาชิกพรรค ร่วมกันแถลงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยยืนยันว่าเป็นมาตรการที่มีมูล และไม่ใช่เพียงกระแสข่าวทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ปรากฏอยู่ในเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับแผนการคลังของรัฐด้วย
นายคริส กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจได้ตรวจสอบเพิ่มเติมและพบเอกสาร แผนการคลังระยะปานกลาง วันที่ 20 พ.ย. 2568 ออกโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และมีเนื้อหาที่กล่าวถึงแนวทางการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% อย่างชัดเจน ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นเพียงข่าวลือ เพราะหากรัฐบาลเดินหน้าในแนวทางนี้จริง จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกครัวเรือนทันที โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรง
พรรคเศรษฐกิจประเมินว่า หากมีการขึ้นภาษีจริง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวลงประมาณ 1% จากเดิมปี 2568 ขยายตัวเพียง 2.4% และอาจเหลือการเติบโตเพียง 1.4% ในปีนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง การผลิตลดลง การจ้างงานลดลง และท้ายที่สุดอาจทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้เสียด้วยซ้ำ
เมื่อเปรียบเทียบปี 2557 ซึ่งไทยยังเก็บ VAT ที่ 7% รัฐจัดเก็บภาษีประเภทนี้ได้ประมาณ 700,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ซึ่งอัตราภาษียังคงเดิม รัฐกลับจัดเก็บได้เพิ่มเป็น 950,000 ล้านบาท สะท้อนว่า รัฐสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษี หากทำให้เศรษฐกิจเติบโตและประชาชนมีรายได้มากขึ้น
ขอตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้รัฐกำลังหารือถึงการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อเปิดทางให้กู้เงินเพิ่มได้อีกประมาณ 500,000 ล้านบาท ยิ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง และไม่ควรใช้นโยบายขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาซ้ำเติมประชาชน ส่วนข้ออ้างที่ว่า การขึ้น VAT 1 % จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือหากขึ้นจาก 7% เป็น 10% จะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 300,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขดูน่าสนใจ แต่รัฐไม่ควรเริ่มจากการรีดภาษีเพิ่มจากประชาชน หากยังไม่จัดการปัญหาการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพและการรั่วไหลจากการทุจริต
ประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชันและการรั่วไหลของงบประมาณอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการหารายได้เพิ่ม สิ่งแรกที่ควรทำคือประหยัดรายจ่ายและปิดช่องรั่วไหลของงบประมาณก่อน ไม่ใช่ผลักภาระไปยังประชาชนผู้เสียภาษี พรรคเศรษฐกิจจึงเสนอ 2 ทางออก แทนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
1. ให้รัฐบาลเริ่มจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีต่างด้าวทำงานถูกกฎหมายประมาณ 4 ล้านคน รวมผู้ที่อยู่ผิดกฎหมายอาจมีจำนวนสูงถึง 10 ล้านคน รายได้เฉลี่ย 12,000 บาทต่อเดือน หรือ 144,000 บาทต่อปี ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ยกเว้นภาษี 150,000 บาท ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย ทั้งที่ใช้ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน และบริการสาธารณะในไทย ดังนั้นจึงเสนอให้ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้น 150,000 บาทแรกสำหรับแรงงานต่างด้าว และเริ่มเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้รัฐได้ราว 30,000 ล้านบาทต่อปี
2.เร่งปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง หากลดการรั่วไหลจากการทุจริตได้เพียงครึ่งเดียวจาก 500,000 ล้านบาท ก็จะทำให้รัฐมีรายได้หรือประหยัดงบประมาณได้ทันที 250,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีแรงงานต่างด้าวอีก 30,000 ล้านบาท ก็แทบจะเท่ากับรายได้ที่รัฐคาดว่าจะได้จากการขึ้น VAT 3% เต็ม
พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลานี้ เพราะจะยิ่งซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน ลดการบริโภค ฉุดการจ้างงาน และทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอลงกว่าเดิม