ทำไมเราต้องทำงานบ้าน ให้หุ่นยนต์ดู
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ทำไมเราต้องทำงานบ้าน
ให้หุ่นยนต์ดู
คุณผู้อ่านอาจจะเคยเห็นมีมที่คนบนอินเตอร์เน็ตเล่นกันบ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ AI จะมาแย่งงานฉันสักที โดยเฉพาะงานซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ที่มนุษย์ทำกันหลังขดหลังแข็งมานานแสนนาน เมื่อไหร่นะเจ้า AI ที่ขู่กันเหลือเกินว่าจะมาแย่งงานเราจะมารับงานน่าเบื่อพวกนี้ไปทำแทนเสียที
การมีหุ่นยนต์มารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยภายในบ้านเป็นหนึ่งในความฝันที่อยู่คู่กับมนุษย์มานานหลายปี สำหรับตัวฉันเองและคนอื่นๆ ในวัยใกล้เคียงกันก็น่าจะตั้งแต่ได้ดูการ์ตูนเรื่อง The Jetsons ที่มนุษย์ในอนาคตจะมีหุ่นยนต์แม่บ้านคอยช่วยงานทุกอย่าง แต่จนแล้วจนรอด แก่ขึ้นทุกปีๆ มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเสียที
จนกระทั่งตอนนี้อนาคตที่ดูรางเลือนนั้นก็กำลังค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
แต่กว่าหุ่นยนต์จะมาทำงานแทนได้ ไม่ใช่มันจะทำเองได้เป็น มนุษย์เรานี่แหละที่ต้องสอนมันก่อน
ช่วงหลังๆ มานี้เราได้เห็นพัฒนาการหุ่นยนต์โมเดลใหม่ๆ กันมากมาย โดยล้วนเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถขยับเคลื่อนไหว เดิน กระโดด เต้นรำ ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวมากขึ้น หุ่นยนต์เหล่านี้ในที่สุดก็จะต้องถูกนำมาช่วยงานมนุษย์ตามออฟฟิศ ร้านค้า หรือภายในบ้านพักอาศัย
การที่มันจะเรียนรู้ได้ว่างานบ้านแต่ละแบบต้องทำอย่างไรบ้างก็จะต้องใช้ข้อมูลมหาศาลจากมนุษย์ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทสตาร์ตอัพอย่าง Micro1 ที่กำลังรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ ด้วยการให้คนในหลากหลายอาชีพติดกล้องวิดีโอแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งเอาไว้แล้วบันทึกวิดีโอขณะที่ตัวเองทำงานเพื่อนำฟุตเทจวิดีโอเหล่านั้นไปให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้
แต่ละคนจะได้รับอุปกรณ์สวมศีรษะที่ติดกล้องเอาไว้ พร้อมวิธีการถ่ายบันทึก และลิสต์รายการว่าต้องทำงานอะไรบ้าง อย่างเช่น ทำอาหาร ทำความสะอาด ทำสวน หรือดูแลสัตว์เลี้ยง
คนทำงานที่สวมกล้องไว้จะต้องสลับงานที่ทำไปเรื่อยๆ และจะต้องส่งฟุตเทจวิดีโอความยาวอย่างน้อย 10 ชั่วโมงให้บริษัททุกๆ สัปดาห์
แม้ในตอนนี้จะเน้นไปที่การบันทึกวิดีโอขั้นตอนการทำงานบ้านเป็นหลัก แต่ทางบริษัทก็บอกว่าอยากให้คนที่บันทึกลองทดสอบบันทึกดูหลายๆ แบบ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรืองานประเภทใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
ทางบริษัทบอกว่าจะบันทึกอะไรก็ให้คิดไว้เลยว่านี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะให้หุ่นยนต์มาทำแทนสักวันหนึ่งหรือเปล่า ถ้าใช่ก็บันทึกไว้เลย
ปัจจุบัน Micro1 มีคนงานที่บันทึกการทำงานแบบนี้อยู่กว่า 4,000 คนใน 71 ประเทศ และสามารถเก็บวิดีโอได้มากกว่า 160,000 ชั่วโมงต่อเดือน
แม้จะฟังดูเป็นฟุตเทจจำนวนมหาศาล แต่ Micro1 ก็บอกว่ายังห่างไกลจากคำว่าพอมากนัก เพราะการจะฝึกให้หุ่นยนต์ทำงานบ้านได้จริงๆ นั้นจะต้องใช้วิดีโอหลายพันล้านชั่วโมง
CNN บอกว่า หากเทียบกับ ChatGPT หรือแชตบ็อต AI อื่นๆ ซึ่งได้เรียนรู้จากชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลเช่นกันก็จะพบว่าความแตกต่างคือแชตบ็อตเหล่านั้นได้ข้อมูลจำนวนมากมาจากบนอินเตอร์เน็ตโดยเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
แต่การพัฒนาหุ่นยนต์มาช่วยงานภายในบ้านจะต้องใช้ข้อมูลที่มีความเฉพาะเจาะจง ไม่ได้เป็นข้อมูลที่หาได้ทันทีจากบนอินเตอร์เน็ต
อีกสิ่งหนึ่งที่ Micro1 ทำไปควบคู่กันก็คือการติดเลเบลสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอเพื่อสอนให้หุ่นยนต์สามารถแยกแยะวัตถุได้ อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวเติบโตราว 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และโตมากที่สุดในทวีปเอเชีย
จากการคาดการณ์พบว่ากลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์มาช่วยงานในบ้านมากที่สุดน่าจะเป็นลูกค้าชาวอเมริกันซึ่งนับว่ามีกำลังซื้อสูงที่สุดและน่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ดังนั้น ข้อมูลที่คนทำงานสวมกล้องไว้เพื่อบันทึกจึงจะมีมูลค่าสูงที่สุดหากเป็นข้อมูลที่บันทึกการทำงานมาจากครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา
ถึงจะเป็นงานบ้านแบบเดียวกันแต่คนในแต่ละประเทศ แต่ละวัฒนธรรมก็จะมีรายละเอียดกระบวนการทำที่แตกต่างกันออกไป เช่น การกวาดบ้าน ไม้กวาดในอเมริกาก็แตกต่างจากไม้กวาดในอินเดีย นี่จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องมีการเก็บข้อมูลจากหลากหลายประเทศให้ได้มากที่สุด
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานระบุว่า Nvidia ได้ใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการบันทึกวิดีโอมุมมองบุคคลที่หนึ่งกว่า 20,000 ชั่วโมงมาลองเทรนหุ่นยนต์และพบว่าสามารถช่วยเพิ่มอัตราการประสบความสำเร็จของการทำงานได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างเช่น การม้วนเสื้อยืด แยกไพ่แบบต่างๆ ไปจนถึงการเปิดฝาขวดน้ำและใช้ไซริง
หุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้านจะต้องได้รับการเทรนนิ่งเยอะมากอันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมภายในบ้านเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่แตกต่างกันไป เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ หรือการมีมนุษย์ที่เคลื่อนไหวเคลื่อนที่อยู่เรื่อยๆ
เมื่อหุ่นยนต์ไม่ได้มีการใช้สัญชาตญาณหรือการรับมือกับความไม่แน่นอนได้เหมือนมนุษย์ก็ทำให้การทำงานบ้านเป็นเรื่องที่ยาก ในตอนนี้หุ่นยนต์เหมาะที่สุดสำหรับการใช้ในสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่นการใช้ภายในโรงงาน แต่หากจะให้มาใช้ทำงานบ้าน แม้แต่งานง่ายๆ อย่างการพับเสื้อยืด อัตราการประสบความสำเร็จของมันก็ยังต่ำเกินกว่าจะมาโฆษณาขายในเชิงพาณิชย์ได้
หรือในบางกรณีอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดห้องเล่นของเด็ก มันอาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ออกระหว่างตุ๊กตากับเด็กจริงๆ และอาจจะอุ้มลูกเราไปทิ้งถังขยะได้
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงบอกว่าการมีหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยเราทำงานบ้านอย่างการทำความสะอาด หรือทำอาหารให้เรากินได้ จึงจะเป็นหลักไมล์สุดท้ายของหุ่นยนต์
ย้อนกลับมาที่มีมยอดฮิตว่าเมื่อไหร่หุ่นยนต์จะมาแย่งฉันทำงานบ้านได้สักที คำตอบก็คือมีความเป็นไปได้เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีการเก็บข้อมูลเทรนนิ่งกันอย่างจริงจังแล้ว
แต่จะทำได้จริงไหม ก็อาจจะต้องตอบด้วยภาษาโซเชียลว่า “ก็อาจจะยังน้า”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมเราต้องทำงานบ้าน ให้หุ่นยนต์ดู
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly