โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักวิเคราะห์ปรับฉากทัศน์ สงครามอิหร่าน หลังยืดเยื้อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 01.25 น.

บล.ทิสโก้ ปรับฉากทัศน์ สงครามอิหร่าน ให้น้ำหนัก 80% เจรจาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คาดราคาน้ำมันทยอยอ่อนตัวสู่ 80 ดอลลาร์ ให้เป้าหุ้นไทย 1,430 จุด บล.เมย์แบงก์ คงเป้า 1,500 จุด สิ้นปีนี้

ภายหลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อกว่า 4 สัปดาห์ และยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง บล.ทิสโก้ ปรับฉากทัศน์ใหม่ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปัจจุบัน

บล.ทิสโก้ คาดการณ์ กรณีฐาน (ให้น้ำหนัก 80%) ว่าจะเจรจาได้ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คาดราคาน้ำมันจะทยอยอ่อนตัวลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลหลังสิ้นสุดการปะทะ กระทบ GDP ราว 0.2-0.3 % จากการเติบโต GDP ปีนี้เดิมที่ประเมินไว้ที่ 1.6% และเป้าหมาย SET Index อยู่ที่ 1,430 จุด (คาดการณ์ SET EPS ถูกปรับลดลงราว 5%)

หาก สถานการณ์บานปลาย (Worse Case ให้น้ำหนัก 20%) ราคาน้ำมันจะค้างสูงกว่า 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล โดย GDP ปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 1.0% ส่งผลให้เป้าหมาย SET Index ปรับลดลงเหลือ 1,300 จุด (คาดการณ์ SET EPS ถูกปรับลดลงราว 10%)

บล.ทิสโก้ คาดกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (เด่น PTTEP) กลุ่ม ICT (TRUE) กลุ่มอาหาร (CPF, FM, GFPT) และหุ้นปันผลสูง (KTB, TTB, MC, EGCO, SCCC, ICHI) มีแนวโน้มแข็งกว่าตลาด (Outperform)

บล.เมย์แบงก์ มองบวกหุ้นไทย คงเป้าดัชนีสิ้นปี 69 ที่ระดับ 1,500 จุด เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยรับมือไหว

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักแห่งประเทศไทย ( SET) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,500 จุด อิงจากค่าราคาปิดต่อกำไร ( P/E) เป้าหมายที่ 16 เท่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามในอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มตลาดในระยะสั้น

แต่การวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการรับมือ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการพลังงาน และแนวโน้มการฟื้นตัวจากแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ

ในมุมมองด้านพลังงาน บล.เมย์แบงก์ฯ ประเมินว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แม้ไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง แต่ด้วยปริมาณสำรองพลังงานที่มีอยู่ การกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้พลังงานหมุนเวียน จะช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทาน

ขณะเดียวกัน กลไกของกองทุนน้ำมัน และบทบาทของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บมจ.ปตท.(PTT)มีศักยภาพในการช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาพลังงานได้ในระยะอย่างน้อย 4 เดือน ซึ่งจะช่วยประคองต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ โดยไทยยังได้เปรียบจากจุดตั้งต้นของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีกันชน ( buffer) ในการรองรับความผันผวนด้านราคาได้ดีกว่าหลายประเทศ

ด้านเศรษฐกิจมหภาค แม้เมย์แบงก์ อินเวสต์เมนต์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ป (MIBG) จะปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.8% จากเดิม 2.1% แต่ยังมองว่าการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลใหม่ที่มีแนวโน้มเร่งผลักดันนโยบายด้านการลงทุน เช่น FDI FastPass และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% จากระดับปัจจุบันที่ราว 20% พร้อมคาดการณ์ว่าเมื่อเสถียรภาพทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น จะเห็นการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโอกาสเปิดประมูลโครงการภาครัฐรวมมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2569 – 2571 เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2566 – 2568

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ฯ แนะนำการจัดพอร์ตผ่าน 3 ธีมหลัก

  • ธีมแรก กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ WHA, AMATA และ CK ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน
  • ธีมที่สอง กลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย เช่น GPSC, AOT และ MINT ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงจากความกังวลในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมี upside หากสถานการณ์ยุติเร็วกว่าคาด โดยเมย์แบงก์ยังคงสมมติฐานว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงระดับสัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน
  • ธีมที่สาม กลุ่มที่มีความแข็งแกร่งจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น SPALI และ TRUE ซึ่งมีความทนทานต่อความผันผวนภายนอก และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในระดับจำกัด

“เมย์แบงก์ยังคงเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป ภายใต้ปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่น และกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ตลาดสามารถผ่านช่วงความผันผวนและกลับเข้าสู่แนวโน้มการเติบโตได้ในระยะกลางถึงยาว”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...