โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามนิวเคลียร์ที่คุณคาดไม่ถึง โอกาสที่ปากีสถานจะใช้อาวุธร้ายแรงคุ้มครองซาอุฯจากการโจมตีของอิหร่าน

The Better

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 12.20 น. • THE BETTER

มีนักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง (ซึ่งผมต้องขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) เตือนว่า หากอิหร่านโจมตีซาอุดีอาระเบียมากๆ เข้า ซาอุฯ อาจจะหลังพิงฝาจนต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากปากีสถานโดยงัดเอาข้อตกลงที่ชื่อ Strategic Mutual Defence Agreement มาใช้เป็นข้ออ้าง

ข้อตกลงนี้มันน่ากลัวตรงที่ปากีสถานอาจจะใช้หลักการ Nuclear sharing แบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ปกป้องพันธมิตร (คือซาอุดฯ) ขึ้นมา

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าปากีสถานเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

อิหร่านยังไม่มีนิวเคลียร์ แต่มีข้อมูลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 อิหร่านได้เพิ่มปริมาณยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะเป็น 60% ที่มีความบริสุทธิ์ต่ำกว่าระดับอาวุธอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 408 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 50% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ IAEA เตือนว่าปริมาณนี้เพียงพอสำหรับอาวุธนิวเคลียร์หลายชิ้นหากมีการเสริมสมรรถนะเพิ่มเติม

หากดูจากศักยภาพของอิหร่านแล้ว สามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ไม่ยากหากคิดจะทำ โดยตอนนั้น 'สงคราม 12 วัน' ยังไม่เกิด (มิถุนายน 2025) และสงครามอิหร่านครั้งล่าสุดยิ่งไม่มีวี่แวว (กุมภาพันธ์ 2026) เมื่อเกิดสงครามทั้งสองครั้ง อิหร่านต้องคิดแล้วว่าการดำรงอยู่ของตนถูกคุกคาม อีกทั้งผู้นำสูงสุดท่านที่แล้วที่สั่งห้ามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว อิหร่านอาจเปลี่ยนใจหันมาสร้างอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ โดยใช้เวลาไม่นานอย่างที่ทรัมป์อ้างไว้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม "พวกเขาจะมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์"

อิสราเอลมีนิวเคลียร์หรือไม่? อิสราเอลบอกว่าไม่มี แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามี แม้แต่คนในรัฐบาลก็หลุดปากบอกว่า คืออดีตรองรัฐมนตรีกระทรวงมรดก คือ อามิไฮ เอลิยาฮู บอกไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ตอนที่ทำสงครามกาช่วงแรกๆ ว่า จะทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เหนือกาซา ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าอิสราเอลมีแสนยานุภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ (นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้ตำหนิและสั่งพักงานรัฐมนตรีคนดังกล่าวในเวลาต่อมา)

ดังนั้น เมื่ออิสราเอลและอิหร่านมีเครื่องเคราพร้อมจะทำสงครามนิวเคลียร์กัน ความบรรลัยก็จะเกิดขึ้นกับตะวันออกกลางเป็นแน่

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ซาอุฯ จะร้องขอให้ปากีสถานทำ Nuclear sharing

เหตุผลมีเรื่องอื่นด้วย นั่นคือ หากทรัมป์สั่งทำลายโรงงานพลังงานและโรงงานผลิตน้ำจืดของอิหร่านอย่างข่มขู่ไว้ อิหร่านก็จะตอบโต้ด้วยการทำลายโรงงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและโรงงานผลิตน้ำจืดในประเทศที่เป็นฐานทัพสหรัฐฯ แถบอ่าวเปอร์เซียให้พินาศเหมือนกัน

หากโรงงงานพลังงานถูกทำลายมันจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีในการสร้างใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของประเทศเศรษฐีน้ำมันอย่างหนักหน่วง (รวมถึงราคาน้ำมันทั่วโลกจะพุ่งพรวดไปด้วย) และเมื่อทำลายโรงงานผลิตน้ำจืด ประเทศพวกนี้ก็จะไม่มีน้ำกินน้ำใช้ซึ่งเลวร้ายกว่าไม่มีโรงงานน้ำมันเสียอีก เพราะ "น้ำคือชีวิต"

เมื่อไม่มีน้ำ ประชาชนก็จะไม่พอใจรัฐบาล อาจทำให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลในแถบนี้ได้ เพราะประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียมีรากฐานเดิมมาจากการปกครองแบบชนเผ่า กลุ่มต่างๆ ยอมจงรักภักดีต่ออำนาจส่วนกลาง (คือราชวงศ์) เพราะราชวงศ์ควบคุมความมั่งคั่งไว้และแจกจ่ายสวัสดิการให้ หากไม่มีอำนาจทำแบบนั้น ประชาชนจะแย่งกันชิงอำนาจในประเทศเหล่านี้กันไปหมดแล้ว

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมประเทศเศรษฐีน้ำมันจึงใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวการซื้อขายน้ำมัน เพราะนี่เป็นข้อตกลงกับสหรัฐฯ ว่าให้ช่วยคุ้มครองทางทหารโดยแลกกับประเทศเหล่านี้จะใช้การซื้อน้ำมันด้วยดอลลาร์เป็นการประคองสถานะสกุลเงินอันดับหนึ่งของดอลลาร์เอาไว้ นี่คือ แง่มุมทางการเมืองของ Petrodollar

แต่แล้วในสงครามครั้งนี้ การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐฯ ต่อประเทศในอ่าวเปอร์เซียล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมความดื้อรั้นของทรัมป์ยังเชื้อเชิญการโจมตีที่หนักหน่วงจากอิหร่านเข้ามาอีก แบบนี้แล้ว ประเทศเหล่านี้ก็จะมีแต่พังสถานเดียว

มีแต่ซาอุฯ เท่านั้นที่มองเกมยาวโดยไปทำข้อตกลงที่ชื่อ Strategic Mutual Defence Agreement หรือ ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถานเอาไว้ เมื่อสหรัฐฯ คุ้มหัวไม่ได้ ก็เชื้อเชิญปากีสถานมาเป็นเกราะกำบังเสียเลย

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 นี่เอง ณ พระราชวังอัลยามามะห์ในริยาด โดยมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน

หลักใหญ่ใจความของข้อตกลงนี้ก็คือ ทั้งสองประเทศได้ให้คำมั่นที่จะถือว่าการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกรานต่อประเทศหนึ่งเป็นการกระทำต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งเรียกว่าหลักความมั่นคงร่วมกัน หรือ Collective security

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าซาอุฯ ถูกโจมตี ก็เท่ากับปากีสถานถูกโจมตีด้วย (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้นเมื่อซาอุฯ ถูกอิหร่านโจมตี ซาอุฯ ก็อาจจะขอให้ปากีสถานช่วยด้วยก็ได้

ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ว่า หากอิหร่านโจมตีซาอุฯ ถึงขั้นทำลายกล่องดวงใจอย่างอุตสาหกรรมน้ำมันและการผลิตน้ำ ซึ่งสั่นคลอนการดำรงอยู่ของซาอุฯ ปากีสถานจะใช้วิธีรุนแรงอย่างอาวุธนิวเคลียร์มาสกัดกั้นอิหร่านหรือไม่?

เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศไม่ยอมปริปากบอกเรื่องนี้ตรงๆ ตอนเซ็นสัญญาใหม่ๆ แต่มีการแพลมออกมาเล็กน้อยว่าสัญญานี้ "ครอบคลุม" (ซึ่งอาจหมายถึงครอบคลุมอาวุธนิวเคลียร์ด้วยก็ได้) และอาจจะมีการทำ Nuclear sharing ระหว่างสองประเทศ

Nuclear sharing คืออะไร?

คือ การที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์แบ่งปันการป้องกันตนเองด้วยอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศอื่นที่เป็นพันธมิตรกัน อาจเป็นการแบ่งกันใช้ แบ่งกันฝึกอบรม หรือแบ่งกันซ้อมรบ ซึ่งพันธมิตรที่ใช้แนวคิดนี้คือ NATO เป็นต้น

และอาจรวมถึงปากีสถานและซาอุฯ ด้วยหากเรื่องที่ชาวโลกสงสัยเป็นความจริง

ราเบีย อัคตาร์ (Rabia Akhtar) คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยลาฮอร์ และเป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของปากีสถานเขียนบทความให้กับ Belfer Center โดยชี้ว่า

"อิสลามาบัด (ปากีสถาน) จะระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งต่อข้อผูกมัดใดๆ ที่ลดทอนการควบคุมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตน หรือทำให้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนอกเหนือจากเป้าหมายหลักของตน โดยพื้นฐานแล้ว แนวคิดเรื่องร่มนิวเคลียร์ยังคงเป็นเพียงการคาดเดา เป็นการคาดการณ์ที่เกินจริงซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้อความจริงของสนธิสัญญาหรือหลักการที่ปากีสถานประกาศไว้"

และชี้ว่า

"เมื่อพิจารณาในบริบททางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์แล้ว ข้อตกลงป้องกันร่วมกันระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียไม่ได้มีอะไรที่น่าตื่นตระหนกโดยแท้จริง ปากีสถานเคยสร้างพันธมิตรอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว ทั้งกับสหรัฐฯ และภายในกลุ่ม SEATO/CENTO และพันธมิตรเหล่านั้นไม่ได้นำไปสู่การรับประกันสงครามโดยอัตโนมัติหรือการแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด ข้อตกลงใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นการยืนยันความร่วมมือที่ดำรงอยู่แบบไม่เป็นทางการมาหลายชั่วอายุคนแล้ว"

อย่างไรก็ตาม อัคตาร์ยังอ้างถึงข้อเขียนในปี 2024ของ บ็อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward) นักข่าวอาวุโสชาวอเมริกันที่เล่าในหนังสือของเขาถึงบทสนทนาที่มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ ซึ่งกล่าวติดตลกกับ ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกชาวอเมริกัน ว่า“ผมไม่จำเป็นต้องใช้ยูเรเนียมในการสร้างระเบิด ผมจะซื้อจากปากีสถานแทน”

แม้ว่าอัคตาร์จะมองว่าควรทำความเข้าใจคำกล่าวนี้อย่างระมัดระวัง แต่ผมเกรงว่าคนที่จับตาเรื่องนี้อยู่อาจจะยิ่งเข้าใจว่าทั้งสองประเทศเกี่ยวดองกันแล้วในทางอาวุธนิวเคลียร์

อีกประการก็คือข้อสรุปของอัคตาร์ยังดูโลกสวยไปหน่อย หากพิจารณาว่าซาอุฯ ต้องการ "ซื้อ" อาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานมานับสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนทำสัญญาความมั่นคงกัน เช่น จากรายงานของ msnbc เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2010 พาดหัวข่าวว่า "ซาอุดีอาระเบียจะซื้ออาวุธนิวเคลียร์หากอิหร่านทดสอบระเบิดปรมาณู" โดยอ้างข้อมูลมาอีกทอดหนึ่งจาก Times หนังสือพิมพ์ไทมส์ในสหราชอาณาจักรที่อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อจากซาอุดีอาระเบีย"ระบุว่าราชซาอุดีอาระเบียจะพยายามซื้อหัวรบสำเร็จรูป และจะเริ่มโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกรดอาวุธด้วยตนเอง" และ "ปากีสถานเป็นประเทศที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะจัดหาอาวุธให้ซาอุดีอาระเบีย" แต่ "ปากีสถานและซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าวอยู่จริง"

ไม่เพียงเท่านั้น จากรายงานของ Guardian สื่อของสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2010 อ้างแหล่งข่าวกรองชาติตะวันตกที่เปิดเผยว่า "ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียจ่ายเงินมากถึง 60% ของโครงการนิวเคลียร์ของปากีสถาน และในทางกลับกันมีสิทธิ์ที่จะซื้ออาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ('หัวรบ 5 - 6 หัว') ได้ทันที"

สมมติว่าเรื่องนี้เป็นความจริง และสมมติว่าอิหร่านถล่มซาอุฯ จนซาอุฯ ต้องงัดนิวเคลียร์มาใช้ มันจะทำให้ตะวันออกกลางกลายเป็นทุ่งสังหารเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิหรือไม่?

ณ เวลานี้ผมได้แต่คาดเดาว่า มันควรจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่เล็งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงอย่างที่เรียกว่า Tactical nuclear และเป้าหมายการโจมตีอาจเป็นเป้าทางทหารมากกว่าการถล่มให้สิ้นชาติกันไปข้างหนึ่ง

ถึงกระนั้น เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งงัดอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ ต่อให้เป็น Tactical nuclear ก็ตาม มันจะกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ที่ขยายวงไปเรื่อยๆ เหมือนตอนที่ที่อิหร่านกับฝ่ายตรงข้ามทำสงครามบั่นทอน หรือ attrition warfare ไม่หยุดหย่อน จนไม่ใช่การโจมตีเป้าหมายที่จำกัดอีกต่อไป

ถึงเวลานั้นโลกทั้งโลกก็จะพังพินาศไปด้วย

ป.ล.
วันที่เขียนบทความนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจีนและปากีสถานพอดี โดยสำนักข่าว China daily รายงานว่า เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนและปากีสถานจะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้น ขณะที่โมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานเดินทางเยือนจีนในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งนับเป็นการเยือนจีนครั้งที่สองในรอบสามเดือนของเขา

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - กลุ่มควันรูปเห็ดจากการระเบิดของคาสเซิลบราโว ซึ่งเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ เคยจุดระเบิดในปี 1954 ภาพโดย Federal government of the United States (Public Domain)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...