โกลด์แมน แซคส์ ชี้ช็อกน้ำมันครั้งใหญ่สุด “ดีเซล-เจ็ต” พุ่งแรงกว่าราคาน้ำมันดิบ
สงครามตะวันออกกลางเขย่าตลาดพลังงานหนัก โกลด์แมน แซคส์เตือน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปทะยานแรงกว่าน้ำมันดิบ หลังการผลิตน้ำมันประเภทกลาง-หนักสะดุด กระทบการผลิตเชื้อเพลิงทั่วโลก
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 10.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประเมินว่าวิกฤตตลาดน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์จากสงครามตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเครื่องบิน (jet fuel) และดีเซล มากกว่าราคาน้ำมันดิบโดยตรง
นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบประเภทกลางถึงหนัก (medium-heavy crude) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเตา ส่งผลให้ความสามารถในการผลิตเชื้อเพลิงลดลง
ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลกเกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา โดยความขัดแย้งได้ทำให้การส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเกือบทั้งหมด รวมถึงเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันต้องลดกำลังการผลิตและโรงกลั่นบางแห่งต้องหยุดดำเนินงาน
แม้ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นกว่า 40% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว แต่ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปบางประเภทกลับปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านั้นอย่างชัดเจน โดยในบางประเทศในเอเชีย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2 เท่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน และไทย ต้องออกมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ
โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ไม่มีภูมิภาคหรือผลิตภัณฑ์ใดที่ปลอดภัยจากผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ โดยสงครามได้กระทบความสามารถของผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียในการส่งออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ทำให้โรงกลั่นบางแห่งหยุดดำเนินการ และลดปริมาณน้ำมันดิบประเภทที่เหมาะสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน
ทั้งนี้น้ำมันดิบประมาณ 60% ที่ส่งออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นน้ำมันดิบประเภทกลางถึงหนัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงสำคัญ ขณะที่ผู้ผลิตจากภูมิภาคอื่นมีศักยภาพทดแทนได้อย่างจำกัด ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญแรงตึงตัวมากขึ้นในระยะต่อไป
อ้างอิง : bloomberg.com