โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฎหมาย ‘คาร์ซีท’ เจตนาดี แต่ทำไมยังมีข้อถกเถียง

TODAY

อัพเดต 12 พ.ค. 2565 เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 11.13 น. • workpointTODAY

เริ่มตั้งแต่ 2,000 บาทไปจนถึง 20,000 บาท คือ ราคาของคาร์ซีทในท้องตลาด

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่ลูกอย่างน้อย 1 คน แม้จะมีรายจ่ายประจำเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ

แต่คุณก็จะต้องจัดหา ‘คาร์ซีท’ มาให้ลูกใช้สำหรับนั่งรถภายในสิ้นปีนี้ ก่อนที่ ‘กฎหมายคาร์ซีท’ จะเริ่มบังคับใช้ (คาดว่าน่าจะเริ่มต้น 5 ก.ย. หรือ 5 ธ.ค. นี้)

คงเป็นความเต็มใจของพ่อแม่ส่วนใหญ่อยู่แล้วที่ต้องการ

ทั้งทำตามกฎหมายเพื่อเลี่ยงการถูกจับปรับ

และต้องการให้ ‘ลูกปลอดภัย’ ที่สุด

แต่การประกาศบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีท กลับเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีคนเห็นต่างมากที่สุดในช่วงนี้ ทั้งในแง่ภาระทางการเงินของพ่อแม่ ความพร้อมของสังคมไทย เมื่อความปลอดภัยมีราคาที่จะต้องจ่ายและต้องรีบหามาจ่ายให้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

อ่านสรุปจาก TODAY Bizview ว่าด้วยเรื่องของ ‘คาร์ซีท’ ว่ามันจำเป็นแค่ไหน ทั่วโลกใครบังคับใช้บ้าง ราคาในไทยทำไมต่างกับนอก ไปจนถึงข้อเสนอถึงรัฐในการลดภาระของพ่อแม่ในภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

[ ‘คาร์ซีท’ จำเป็นจริงหรอ? ]

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ‘รถชน’ เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของ ‘เด็ก’ อันดับต้นๆ

ในปี 2546-2556 ‘อุบัติเหตุจราจร’ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของเด็กไทยรองลงมาจากการจมน้ำ

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีในปี 2557 บอกว่า ในช่วง 14 ปีหลังมานี้มีเด็กไทยอายุน้อยกว่า 15 ปี ตายจากอุบัติเหตุทางจราจร 14,669 คน หรือเฉลี่ยปีละ 104 คน

เด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในอัตรามากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีศีรษะหนัก ลำตัวเล็ก มีกระดูกต้นคอ กระดูกทรวงอกที่อ่อน อวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับ ม้าม ค่อนข้างใหญ่

เมื่อเกิดอุบัติเหตุเด็กจึงมีลักษณะการเคลื่อนตัวคล้ายลูกแบดมินตันคือ ‘พุ่งแรง’ ทะลุออกนอกรถได้ง่าย ทำให้สมอง ก้านคอ และม้ามแตก

ซึ่งระบบยึดเหนี่ยวในรถออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่จึงไม่เหมาะกับเด็ก มักจะเกี่ยวบริเวณคอหรือตา ทำให้เกิดอันตรายซ้ำอีก

แต่ ‘คาร์ซีท’ สามารถ

- ลดการตายในเด็กปฐมวัยกว่า 75%

- ลดการตายในเด็กวัยเรียนกว่า 40%

ในประเทศพัฒนาแล้วจึงมีการกำหนด ‘กฎหมายคาร์ซีท’ ชัดเจน

ตรงกับรายงานจาก ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาที่บอกว่า เทียบกับใช้เข็มขัดนิรภัยเพียงอย่างเดียว

- คาร์ซีทช่วยลดการโอกาสบาดเจ็บได้ถึง 71-82%

- และช่วยลดการโอกาสบาดเจ็บสาหัสได้ถึง 45%

ในเวลานั้น นพ.อดิศักดิ์ ได้เสนอให้มีการผลักดันทางด้านกฎหมาย 3 ข้อหลักๆ

1) ผู้บริโภค ต้องมีหน่วยงานให้ความรู้เรื่อง ‘คาร์ซีท’

2) ผู้ผลิต ต้องให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยของเด็กในรถยนต์-ต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน

3) ภาครัฐ ต้องแก้ไขกฎหมายจราจร และลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ความปลอดภัยในรถยนต์ เพราะขณะนั้นภาษีเก็บในอัตรา 25-30% ทำให้ราศาสูงมากประชาชนเข้าไม่ถึง และยังต้องส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการใช้อุปกรณ์ด้วย

ก่อน 8 ปีถัดมา (ปี 2565) ประเทศไทยจะมีประกาศบังคับใช้กฎหมาย ‘คาร์ซีท’ ตามรอยหลายประเทศทั่วโลกที่มีการบังคับใช้มาก่อน

[ ทั่วโลกบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีท ]

ใน ‘สหราชอาณาจักร’ กำหนดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือมีความสูงน้อยกว่า 135 ซม. ต้องนั่งคาร์ซีท หรือ Booster Seat

ใน ‘ฝรั่งเศส’ ก็กำหนดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปีและมีความสูงน้อยกว่า 135 ซม. ต้องใช้คาร์ซีทสำหรับเด็ก ที่ได้รับการรับรองจากยูเอ็น R44/R129 และเด็กที่สูงระหว่าง 135-150 ซม. สามารถใช้คาร์ซีท หรือ Booster Seat ได้ หากจำเป็น

ใน ‘เยอรมนี’ กำหนดให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือสูงน้อยกว่า 150 ซม. ต้องใช้คาร์ซีทสำหรับเด็กที่ได้รับการรับรองจาก UN R44/R129 และเด็กต้องใช้คาร์ซีทในแท็กซี่อีกด้วย

ใน ‘สหรัฐอเมริกา’ กำหนดแนวทางแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ อย่างเช่นรัฐวอชิงตัน เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หรือสูงน้อยกว่า 4 ฟุต 9 นิ้ว ต้องนั่งคาร์ซีท หรือ Booster Seat เด็กทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือหนักน้อยกว่า 1 ปอนด์ ต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางด้านหลังของรถยนต์

ฟากเอเชียเองก็มี ‘ญี่ปุ่น’ ที่กำหนดให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปีต้องนั่งคาร์ซีท โดยแนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือหนักน้อยกว่า 9 กก. นั่งคาร์ซีทแบบหันไปทางด้านหลัง เด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี หรือหนักน้อยกว่า 18 กก. นั่งคาร์ซีทแบบหันไปทางด้านหน้า ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หนักไม่เกิน 36 กก. ใช้ booster seat ได้

ส่วน ‘สิงคโปร์’ กำหนดให้ผู้ที่สูงน้อยกว่า 135 ซม. ต้องนั่งในที่นั่งนิรภัย หรือใช้ booster seat หรือ adjustable seatbelt ผู้ที่สูง 135 ซม. ขึ้นไป ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หากฝ่าฝืนปรับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุก 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

จึงไม่แปลกที่จะถึงวันที่ ‘ไทย’ ตัดสินใจบังคับใช้กฎหมายนี้ แต่หลังประกาศกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา สู่ประชาชนคนทั่วไปกลับเกิดข้อถกเถียงขึ้น

จริงๆ แล้วปัญหาของการบังคับใช้ ‘คาร์ซีท’ ในไทยคืออะไรกันแน่

[ คาร์ซีทในไทยทำไมราคาต่างกับเทศ ]

ปกติแล้ว ‘คาร์ซีท’ นั้นมีหลายประเภทและหลากราคา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปกครองเป็นหลัก โดยราคาเริ่มต้นคาร์ซีทมือหนึ่งจากร้านค้า เริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหลายหมื่นบาท ตามวัตถุดิบ คุณภาพ มาตรฐาน และแบรนด์

จากการสำรวจตลาดของ TODAY Bizview พบว่า หากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศก็จะมีราคาแพงกว่าสินค้าที่ผลิตในไทย เพราะ ‘คาร์ซีท’ จะถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมราว 20% ทำให้เมื่อผู้ประกอบการนำเข้าคาร์ซีทแบรนด์เดียวกันและรุ่นเดียวกันจากต่างประเทศ ราคาคาร์ซีทจะขยับสูงขึ้นกว่า 40-100% เพราะต้องรวมต้นทุนจากภาษีนำเข้า ค่าขนส่ง และค่าดำเนินการอื่นๆ ด้วย

หากเทียบราคาในเว็บไซต์ Amazon US และ UK กับราคาบนเว็บไซต์เซ็นทรัลหรือเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ในประเทศไทย จะเห็นว่า ราคาคาร์ซีทส่วนใหญ่สูงขึ้นจริง

จากแบรนด์ที่สำรวจ 6 แบรนด์พบว่าสูงขึ้นทั้งหมด บางแบรนด์ในต่างประเทศขายในราคาราว 8,500 บาท แต่ในไทยราคากลับพุ่งไปถึง 15,700 บาท หรือบางแบรนด์จากราคาในต่างประเทศราว 6,900 บาท แต่ในไทยราคากลับพุ่งไปถึง 18,900 บาท

[ เคยมีคนเสนอลด ‘ภาษีนำเข้า’ คาร์ซีท ]

ก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเด็กอย่าง เบบี้ กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) บอกกับ ‘ผู้จัดการออนไลน์’ ว่า บริษัทฯ ขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสำหรับเด็ก

“โดยเฉพาะ ‘คาร์ซีท’ หรือเบาะที่นั่งสำหรับเด็กในรถยนต์ จากเดิมที่อัตราภาษีนำเข้า 20% ส่งผลให้สินค้ามีราคาขายที่สูง ควรจะเหลือประมาณ 0-5% เพื่อให้ราคาจำหน่ายลดต่ำลงกว่านี้ เป็นแรงจูงใจให้พ่อแม่เด็กไทยหันมาใช้มากขึ้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก”

ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีการปรับลดภาษีสำหรับ ‘คาร์ซีท’ ตามข้อเสนอ จนมาถึงวันที่ประกาศบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีทในไทย

ผู้ปกครองบางส่วนจึงมองว่า ‘คาร์ซีท’ เป็นสินค้าที่มีราคาสูง ยิ่งโดยเฉพาะกับบ้านที่มีลูกหลายคน ทำให้จะซื้อมาใช้ทันที หลังกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาไม่ได้ ก่อนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะเบาบางลงบางส่วนหลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่า จะเริ่มบังคับใช้จริงหลัง 5 ก.ย. หรือ 5 ธ.ค. 2565

[ คาร์ซีทในไทยเริ่มขึ้นราคาแล้ว ]

แต่ล่าสุดเริ่มพบปัญหาคาร์ซีทขึ้นราคาหลังประกาศใช้กฎหมายคาร์ซีทในไทย

เพจ ‘เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข by mommy Arpan’ ได้โพสต์ข้อความตัดพ้อผ่านโซเชียลมีเดียถึงราคาคาร์ซีทที่ปรับขึ้นจากราคาราว 6,300 เป็น 8,900 บาท ภายในสองวัน หลังมีการประกาศกฎหมายบังคับใช้คาร์ซีท

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาซื้อคาร์ซีทใช้เองมาตลอด ตั้งแต่ลูกแรกเกิดจนถึง 8 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครองด้วย เพราะราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไม่ยุติธรรม

จึงควรลดภาษีนำเข้า ปรับลดราคาสินค้า หรือมีแคมเปญอื่นๆ อย่างเช่น ซื้อรถแถมคาร์ซีส หรือลงทะเบียนเพื่อรับคาร์ซีทฟรีจากรัฐในช่วงแรกของการบังคับใช้ ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชน เพราะราคาคาร์ซีทในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือยุโรปถูกกว่ามากจริงๆ

ทำให้ชาวเน็ตต่างพากันออกมาแสดงความคิดเห็น บ้างก็มองว่าเป็นการฉวยโอกาสของพ่อค้าแม่ขาย บ้างก็เสนอสินค้าคาร์ซีทแบรนด์ไทยหลักที่มีขายในราคาหลักพันต้นๆ บ้างก็เสนอให้ใช้สินค้ามือสองที่มีราคาถูกลง ก่อนกระทรวงพาณิชย์จะประกาศเข้ามาจับตาเป็นสินค้าที่ติดตามดูแล (Watch List) ประจำเดือน พ.ค.2565

[ ซื้อมือสองไม่ควร ต้องเลือกงานได้มาตรฐาน ]

จริงๆ แล้วคำแนะนำของ ‘คุณแม่ลูกอ่อน’ เว็บไซต์ด้านแม่และเด็ก บอกว่า หลักการเลือกซื้อคาร์ซีทควรเป็นคาร์ซีทที่ผ่านมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐานยุโรป ECE หรือ มาตรฐานอเมริกา FMVSS / ASTM รวมถึงควรรองรับระบบ Isofix (ระบบติดตั้งคาร์ซีทของรถยนต์)

และยังแนะนำว่า ไม่ควรซื้อคาร์ซีทมือสอง เพราะไม่รู้ว่าผ่านการใช้งานยังไงมาบ้าง หมดอายุการใช้งานแล้วหรือยัง เพราะคาร์ซีทส่วนใหญ่มักมีวันหมดอายุที่แน่นอนกำหนดไว้ ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อคาร์ซีทจากศูนย์ไทย เพื่อให้สามารถเคลมได้และส่งซ่อมได้

โดยสามารถเลือกคาร์ซีทตามงบประมาณได้ว่า ต้องการแบบหมุนได้เพื่อความสะดวกหรือไม่ หรือต้องการให้ใช้ได้ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กจนเป็นเด็กโต

[ คาร์ซีทเจตนาดี แต่ยังมีข้อถกเถียง]

มาจนถึงตรงนี้ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนบอกว่า ‘คาร์ซีท’ ไม่จำเป็นกับความปลอดภัยของลูก และไม่ใครไม่เห็นด้วยกับกฎหมายบังคับติดคาร์ซีทสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่ออกมาด้วยเจตนาดี ช่วยลดโอกาสเสี่ยงทั้งเจ็บและตายให้กับอนาคตของชาติ

แต่ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คาร์ซีทเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้หลังจากนี้พ่อแม่ทุกคนก็คงพยายามจัดหาคาร์ซีทมาตามกำลังทรัพย์ เลือกแบบและราคาที่ตัวเองจ่ายไหว บางคนอาจเลือกวิธีผ่อนจ่าย หรือเอาของมาก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง

แต่คำถาม คือ ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะถดถอย ยังไม่ฟื้นคืนจากโควิด-19 หลายครอบครัวพึ่งกลับมาตั้งไข่หารายได้ได้ ใครจะช่วยพ่อแม่หลายๆ คนจากภาระทางการเงินที่มาอย่างกะทันหันนี้ได้บ้าง

หากคิดในแง่สวัสดิการและคุณภาพชีวิต พอจะเป็นไปได้ไหมที่รัฐจะช่วยหยิบยื่นให้ในเชิงโครงสร้าง ระหว่างรอให้การใช้คาร์ซีทในไทยปรับเข้าสู่จุดสมดุล ให้ราคาคาร์ซีทในตลาดหยุดเฟ้อ และให้พ่อแม่ที่กำลังจะมีลูกได้เตรียมการไว้ก่อน

พอจะเป็นไปได้ไหมที่รัฐจะขยับเข้ามาดูแลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่าง

1) ในระยะยาว รัฐบาลจะปรับลดภาษีนำเข้าคาร์ซีทได้ไหม

2) ในระยะสั้น รัฐบาลจะมีนโยบายช่วยเหลือในช่วงปรับตัวเข้าสู่กฎหมายใหม่ อย่างเช่นกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่เปิดให้ครอบครัวรายได้ไม่สูงสามารถรับคาร์ซีทแจกฟรี ยืมคาร์ซีทจากรัฐบาล หรือสามารถผ่อนซื้อคาร์ซีทในราคาถูกได้

และคำอธิบายของตำรวจบอกว่า อีก 120 วันต่อจากนี้ทางตำรวจจะต้องกำหนดว่า นอกจากใช้ ‘คาร์ซีท’ แล้ว วิธีป้องกันภัยอีกสองวิธีที่กำหนดในตัวบทกฎหมายอย่าง “หรือ ต้องจัดหาที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก หรือ จัดหาวิธีป้องกันสำหรับเด็ก” นั้นครอบคลุมถึงอะไรบ้าง ปลอดภัยและได้มาตรฐานแค่ไหน

นอกจากนั้น ตัวบทกฎหมายคาร์ซีทของไทยยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานของคาร์ซีท ว่าจะต้องผ่านเกณฑ์สากลตัวใดหรือไม่ หรือไทยจะออกเกณฑ์มาตรฐานคาร์ซีทของตัวเองมากำหนดหรือเปล่า

เพราะถ้าไม่ก็เท่ากับว่า สามารถเลือกใช้คาร์ซีทใดก็ได้ ได้มาตรฐานหรือไม่ก็ได้ (ก่อนหน้านี้เพจ Drama-addict ได้เสนอผลทดลองเบาะนั่งคล้ายคาร์ซีทราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน ที่แพร่หลายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งพบว่าไม่สามารถป้องกันอันตรายได้จริง) ซึ่งจะส่งผลต่อการควบคุมบริการรถเชิงพาณิชย์ อย่างเช่นรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถทัวร์ด้วยไหม

และยังต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาด้วยการติดคาร์ซีทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นจะต้องเพิ่มความปลอดภัยในด้านอื่นๆ บนท้องถนนด้วย เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีท้องถนนอันตรายที่สุดในโลกและมีอุบัติเหตุจักรยานยนต์สูงติดอันดับโลกเช่นกัน

โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระกะทันหันนี้อย่างโดดเดี่ยว…

ที่มา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...