โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เตือนความจำ'อนุทิน'อย่าลืมวันที่คนไทยไม่พอใจ เพราะไปพูดอะไรไว้กับ'ฮุน มาเนต'

The Better

อัพเดต 08 ก.ย 2568 เวลา 00.01 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2568 เวลา 10.10 น. • THE BETTER

แม้ว่าคุณอนุทิน ชาญวีรกูลจะมีเวลาในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยแค่ 4 เดือนแล้วจะยุบสภาตามที่สัญญาไว้

แต่หลังจากยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ผมก็เชื่อว่าหากคุณอนุทินไม่ได้เป็น "ผู้มีอำนาจในการเลือกนายกฯ" (หรือในทางการเมืองเรียกว่า Kingmaker) ก็อาจจะกลับมาเป็นนายกฯ เสียเองอีกครั้งก็เป็นได้

และในเมื่อคุณอนุทินกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลแล้ว ในท่ามกลางความขัดแย้งกับกัมพูชาที่รุนแรงที่สุดครั้งหรึ่ง และในกระแสความเกลียดชังกัมพูชาในใจคนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผมเชื่อว่าคุณอนุทินจะไม่ "ตกม้าตาย" แบบรัฐบาลที่แล้ว นั่นคือ "ปล่อยเกียร์ว่าง" เรื่องปัญหากัมพูชาจนเหมือนไม่ทำอะไร

แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกมองว่าเป็นพวก "อนุรักษ์นิยม" หรือ "ฝ่ายขวา" แต่ในด้านอุดมการณ์ระดับสูง พรรคนี้ยังขาดความเป็นชาตินิยมและแสดงจุดยืนต่อต้านการคุกคามของกัมพูชาอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

ที่จริงแล้วผมไม่อยากจะวิจารณ์ภูมิใจไทยพรรคเดียว แต่พรรคอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ที่มีอำนาจ) ในบ้านเมืองนี้ก็ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นเลย

แต่เพราะคุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้ว และภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล (อีกครั้ง) ผมจึงต้องเน้นที่คุณอนุทินและภูมิใจไทย

ภูมิใจไทยนั้นเป็นพรรคที่เสนอให้ทำประชามติว่าควรหรือไม่ควรยกเลิก MOU 43 และ 44 ซึ่งโดยทัศนะส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยให้ยกเลิก

แต่ผมมองว่า การยกเลิก MOU 43 และ 44 ของพวกนักการเมือง เสี่ยงที่จะเข้าข่ายลักษณะเป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง (Opportunist) มากกว่า เพราะเป็นโอกาสทองที่จะบดขยี้รัฐบาลในเวลานั้น

ดังนั้น จะให้ประชาชนไทยเชื่อว่านั่นเป็นการทำเพราะมีแนวคิดชาตินิยมจริงๆ ก็คงเป็นเรื่องยากจะเชื่อ

ผมจึงอยากจะให้พรรคที่ "รักชาติ" จริงๆ แสดงจุดยืนที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ในการจัดการกับ "ปัญหากัมพูชา" - ไม่ใช่ก่อสงคราม ไม่ใช่การรุกราน แต่มีนโนยบายที่จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศคลี่คลายลง

โดยที่ไทยไม่เสียอะไรสักอย่าง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ และไม่แสดงความอ่อนแอ

แม้แต่ความร่วมมือในบางด้านก็ควรจะสงวนไว้ ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องปกติสามัญอีก ถ้าเกิดวันไหนความสัมพันธ์กลับมา "ปกติ" อีกครั้ง

เรื่องนี้อย่าทำเป็นเล่นไป เพราะแม้กัมพูชากับไทยจะขัดแย้งรุนแร แต่ปรากฏว่า ฮุน มาเนต ก็ยังมีแก่ใจส่วจดหมายมาถึงคุณอนุทิน นับว่าแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งนากยรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย และยกยอเสียหยดย้อยว่า "ผมขอแสดงความยินดีอย่างสุดซึ้งกับการเลือกตั้งของท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของราชอาณาจักรไทย ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความเป็นผู้นำของท่าน ผมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำอันชาญฉลาดและเปี่ยมด้วยศักยภาพของท่าน ราชอาณาจักรไทยจะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น และ "ผมหวังว่าจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับท่านเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยให้กลับสู่ภาวะปกติ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเปลี่ยนพรมแดนร่วมกันระหว่างสองอาณาจักรของเราให้เป็นพรมแดนแห่งสันติภาพ ความร่วมมือ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน"

จดหมายฉบับนี้ไม่ได้แสดงความใจกว้างของ ฮุน มาเนต ต่อ "คู่กรณี" แต่แสดงถึงเล่ห์เหลี่ยมและวิทยายุทธิ์การ "เลีย" ที่ใช้กับทรัมป์และสีจิ้นผิงมาแล้ว โดยยอมนอบน้อมและสรรเสริญเยินยอ เพราะหวัง "ความร่วมมือ" จากประเทศอื่น

ผมอยากจะลำเลิกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับ "ความร่วมมือ" ซึ่งเกี่ยวกับกัมพูชาและคุณอนุทินโดยตรง

ตอนที่คุณอนุทินเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลพทองธาร ชินวัตร ในเดือนตุลาคม ปี 2567 คุณอนุทินได้ไปเยือนกัมพูชาและพบปะกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

การพบกันครั้งนั้นเพราะคุณอนุทินได้เข้าร่วมการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 8 หลักๆ ก็คือคุยเรื่อง "ชายแดน" กัน แต่เพราะ "รัฐบาล" ของทั้งสองประเทศยังคบหากันดี เรื่องนี้จึงยังไม่ใช่ประเด็น

ก็อย่างที่ทราบครับว่า ในห้วงนั้นรัฐบาลที่นำโดยคนจากบ้านชินวัตรและรัฐบาลตระกูลฮุนรักใครกันปานจะกลืนกิน ดังที่ทราบจากคลิปเสียงในเวลาต่อมาว่าอดีตนายกฯ ของเรานั้นเรียกฮุน เซน เป็นดั่งญาติเลยทีเดียว

แม้รัฐบาลจะกอดจูบลูบไล้กัน แต่ในระดับประชาชนในเวลานั้นมีการกระทบกระทั่งกันรุนแรงพอสมควรในโซเชียลเดียว เพราะคนกัมพูชากระทำการ Cultural appropriation (ขโมย เลียนแบบ และลดทอน) ต่อ ศิลปวัฒนธรรมไทย แล้วอ้างอย่างโกหกพกลมว่า "ไทยขโมยวัฒนธรรมกัมพูชา และกัมพูชาคือต้นตำรับวัฒนธรรมไทย"

ตั้งแต่ปีสองปีก่อนหน้านั้นแล้วที่ "สงครามปล้นวัฒนธรรม" ระหว่างไทยกับกัมพูชารุนแรงมาก และยิ่งนับวันคนกัมพูชายิ่งขโมยวัฒนธรรมแล้วอ้างเป็นของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมเคยเขียนไว้ว่านี่คือการ Hijack (ดักปล้น) ความสำเร็จด้านซอฟต์คัลเจอร์ของไทยแบบไม่มีจิตสำนึกของกัมพูชา และคนกัมพูชาเองก็ถูกรัฐบาลฮุนล้างสมองให้เชื่อว่า "ไทยเป็นโจร" และ "เขมรคือต้นตำรับของทุกอย่างในไทย" ซึ่งความจริงแล้วเป็นในทางตรงกันข้าม

ตอนนี้ เราคงตระหนักแล้วว่าการล้างสมองของรัฐบาลฮุน มีผลต่อสติปัญญาของคนกัมพูชาแค่ไหน จากการแสดงอาการ "ชาตินิยมที่เป็นพิษ" ของคนเขมรต่ำต่อประเทศไทยในช่วงสงคราม ทั้งหมดนี้มีรากฐานจากสงครามปล้นวัฒนธรรมที่กินเวลามาระยะหนึ่งแล้ เรื่องนี้คงไม่ต้องสาธยายกันอีก

นี่คือความรุนแรงของ "สงครามปล้นวัฒนธรรม" นั้น รัฐบาลไม่เคยเห็น ไม่เคยแยแส ไม่อยู่หัวสมอง โดยเฉพาะรัฐบาลที่แล้วที่แทบจะจูบปากกับตระกูลฮุนอยู่แล้ว แต่ในเวทีโซเชียลนั้น คนไทยวิงวอนให้รัฐบาลใส่ใจบ้างกับเรื่องนี้ เพราะเขมรต่ำแทบจะชนะไทยอยู่รอมร่อ ด้วยวิธีการแบบสแกมเมอร์ นั่นคือ ระดมยิงข้อมูลเท็จไม่หยุด และโกหกชาวโลกว่าไทยเป็นโจรวัฒนธรรม (ซึ่งเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งของคนกัมพูชาที่เราเห็นพร้อมกันทั้งประเทศในช่วงสงคราม)

ท่ามกลางศึกสงครามเพื่อรักษามรดกของชาติและเกียรติภูมิของคนไทย นักการเมืองไม่เพียงไม่สนใจ แต่ยังไม่สึกรู้สาไม่รู้เหนือรู้ใต้ (Ignorant) ต่อสมรภูมินี้

หนึ่งในนั้นก็คือคุณอนุทิน ชาญวีรกูล

ตอนที่คุยกับฮุน มาเนต คุณอนุทินได้กล่าวไว้ว่า "กัมพูชาและไทย มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันจะใช้โอกาสนี้ในการขยายและพัฒนาด้านวัฒนธรรม สร้างสรรค์พื้นฐานเดียวกันนี้ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เกิดเป็นงานและอาชีพของประชาชนทั้งสองประเทศ"

ในเวลาต่อมาคุณอนุทินเจอมรสุม "ดราม่า" จากคำพูดของตัวเองดังกล่าว เพราะคนไทยไม่พอใจที่จะไป "แบ่งปัน" วัฒนธรรมกับกัมพูชาที่เนรคุณและทรยศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะตอนนั้นคนไทยเริ่มหวงแหน "ซอฟต์พาวเวอร์" กันมาก เพราะเห็นรัฐบาลตอนนั้นใช้งบประมาณไปมากเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวอะไร คนในรัฐบาลจะใส่พานไปให้ "ชาติศัตรู" เสียแล้ว

ก็อย่างที่ผมบอก ตอนนั้นรัฐบาลไม่เห็นกัมพูชาเป็นศัตรู แต่คนไทยจำนวนมากมายไม่คิดอยู่ร่วมแผ่นดินผืนเดียวกับกัมพูชากันแล้ว

อีกประการก็คือ ในขณะที่รัฐบาลไทยยังโลกสวยกับกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาเปิดศึกชิงวัฒนธรรมกันซึ่งๆ หน้าด้วยซ้ำ การที่คนในรัฐบาลไทยไปพูดอะไรสวยๆ แบบนั้นโดยไม่สอดส่องการมีอยู่ของ "การสงครามวัฒนธรรม" แสดงถึงความหละลวมไม่รอบคอบเอามากๆ

หลังจากที่มีกระแสต่อต้านรุนแรง (รวมถึงผมเองก็เขียนบทความตอบโต้คือเรื่อง "ถามคนไทยหรือยังว่าอยากมี 'วัฒนธรรมร่วม' กับพวกเคลมวัฒนธรรมไทยหรือเปล่า?" ) คุณอนุทินก็กลับปฏิเสธ แม้คำพูดนี้มาจากการรายงานจาก NBT ซึ่งเป็นสื่อของรัฐแท้ๆ ดังนั้นคุณอนุทินจะปฏิเสธไม่ได้

คุณอนุทินกลับตอบโต้ว่า“ส่วนที่พูดเกี่ยวข้องกับเรื่องวัฒนธรรม พวกนี้มโนกัน หรือตั้งใจทำทัวร์ลง เพราะตนไม่ได้ไปพูดอะไรกับกัมพูชาในประเด็นนี้เลย ซึ่งในการพูดคุยไม่มีเรื่องการแชร์วัฒนธรรมเลย แม้กระทั่งเรื่องพื้นที่ทับซ้อนก็ไม่ได้มีการพูดถึงเพราะตนไปพูดคุยแค่มิติงานของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น มีแต่เรื่องดี ๆ กลับมา ทั้งการเพิ่มมูลค่าการค้า” - นี่คือคำพูดของคุณอนุทินจากกรายงานของ "ประชาชาติ"

นี่แสดงว่าคุณอนุทินไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "สงครามปล้นวัฒนธรรม" ที่คนไทยที่รักชาติบ้านเมืองเดือดร้อนกันมากและชื่อเสียงของประเทศไทยถูกกัมพูชาบ่อนทำลายทีละน้อยๆ แต่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเรายังจะไปแชร์วัฒนธรรมเพื่อให้ชาติที่แทงข้างหลังไทย "แบ่งไปหากิน" ร่วมกันอีก

แบบนี้ไงครับ มันถึงมี "ดราม่า" กับคุณอนุทินในตอนนั้น

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมบอกว่า ภูมิใจไทยไม่ได้มีอุดมการณ์ชาตินิยมที่แท้จริง แต่เป็นพรรคการเมืองทั่วๆ ไปที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ เพราะถ้าเป็นพรรคชาตินิยมจริงๆ ผู้นำพรรคจะต้องไม่พูดอะไรแบบนั้นออกมา

แต่ผมหวังว่าหลังจากเกิดสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา คุณอนุทิน และพรรคการเองของเขาและพรรคอื่นๆ ควรจะแสดงท่าทีรักษาผลประโยชน์ของไทยให้ชัดเจนขึ้น และลดแนวทางการ "แบ่งปันกับกัมพูชา" ลง จนกว่าประเทศนั้นจะสำนึกในความผิดของตน

เพียงแค่นี้แหละครับ ไม่ต้องถึงกับเป็นพรรคชาตินิยมอะไร เพราะพรรคการเมืองบางพรรคกลัวคำว่า "ชาตินิยม" เหมือนกลัวผี เอ่ยถึงมากๆ เดี๋ยวจะหัวโกร๋นกันหมด

อีกประการหนึ่ง แม้ว่าผมจะใช้คำว่า "ลำเลิก" ต่อคุณอนุทินในกรณีน้ัน แต่ไม่ใช่ว่าต้องการจะโจมตีคุณอนุทินและภูมิใจไทย ตรงกันข้าม ผมไม่ค่อยจะโจมตีพรรคการเมือง เพียงต้องการสะท้อน "ประวัติศาสตร์" ที่เคยเกิดขึ้น

"ประวัติศาสตร์" ที่ว่านั้นไม่ใช่เรื่องยาวนาน แต่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เช่นกรณีของคุณอนุทินเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนว่า ณ เวลานั้นนักการเมืองไทยยังทำงานไม่ละเอียดเรื่องสอดส่องสารทุกข์สุกดิบของประชาชน

ความทุกข์ของบ้านเมืองไม่ได้มีแค่ทุกข์ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้นที่นักการเมืองต้องฟัง แต่ยังมีทุกข์ของประเทศชาติที่ถูกข่มเหงรังแกจากประเทศอันธพาล ซึ่งคอยบอกคนอื่นว่าตัวเองตัวเล็กๆ แกล้งใครเขาไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว ระดมสรรพกำลังต่างๆ รวมถึงทรัพยากรของรัฐบาล ทำการบ่อนทำลายไทยมาหลายปี โดยที่มีคนไทยจำนวนไม่น้อยคอยปกป้องและต่อต้าน แต่รัฐบาลก็แน่นิ่ง

คนไทยที่ปกป้องมรดกของชาตินั้นด่ารัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมมานานปีว่าเงียบเป็นเป่าสากกับการกระทำของกัมพูชา จนกระทั่งปีที่แล้วคุณอนุทิน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโพล่งขึ้นมาในสิ่งที่คนไทยไม่อยากได้ยินที่สุด นี่ก็สะท้อน "ความไม่รู้" เช่นกัน

แต่ "ความไม่รู้" นั้นแก้ไขไม่ยาก เพียงแค่ใส่ใจเสียงประชาชนให้มากขึ้น สอดส่องความทุกข์ของประเทศให้รอบด้าน และเลิกทำตัวเป็น "ไทยแบก" ที่จะต้อง "แบ่งปัน" กับเพื่อนบ้านโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

แต่ให้ใช้นโยบาย Looking inward (ใส่ใจประเทศตัวเอง) ไม่ใช่เน้น Looking outward (เมตตาประเทศข้างนอก) เหมือนแต่ก่อน

บางประเทศนั้น Looking outward มากๆ ไม่ใช่ว่าจะซาบซึ้งพระคุณเราและตอบสนองผลประโยชน์ให้เรา แต่เนรคุณเก่งจนต้องสั่งสอนให้หลาบจำต่างหาก

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Prime Minister Office of Cambodia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...