โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. ยันไม่ใช่ดอกเบี้ยขาลง แต่ผ่อนคลายเพิ่ม พร้อมจับตาแบงก์เข้มปล่อยกู้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 16.47 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 09.47 น.

กนง. ชี้ ลดดอกเบี้ยรอบล่าสุดเป็นเพียงการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ไม่ใช่สัญญาณ Easing Cycle จับตาประเด็นแบงก์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ กระทบเอสเอ็มอีและครัวเรือนรายได้น้อยกู้ยากมากขึ้น

13 สิงหาคม 2568 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลัง คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ว่า

การตัดสินใจของกนง.ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของกลุ่มเปราะบางทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัจจัยภายนอก เช่น แรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และสินค้านำเข้าที่ไหลทะลักเข้ามา รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังอยู่ การลดดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินเอื้อต่อการปรับตัวมากขึ้น โดยไม่อยากให้ปัญหาเรื่องภาระด้านการเงินเข้าไปซ้ำเติมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดีตั้งแต่ที่ประชุม 16 ต.ค.2567 จนถึงปัจจุบัน 13 ส.ค.2568 กนง.มีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในรอบปีที่ผ่านมาแล้ว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงรวม 1% แล้ว ขณะที่ภาพเงินเฟ้อไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปรับลดลง โดยผลเงินเฟ้อที่ต่ำมาจากอุปทานเป็นหลักและยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด

“การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ไม่ได้มีการคุยว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (Easing Cycle) จากภาวะเศรษฐกิจที่แย่ แต่เป็นการอยู่ในระดับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติม ช่วยรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าระดับหนึ่ง แต่การรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (Policy Space) เป็นสิ่งจำเป็น และประสิทธิผลของการส่งผ่านจะลดลงเมื่อลดดอกเบี้ยลดลงไปเรื่อยๆ”

ขณะค่าเงินบาทที่ตั้งแต่ต้นปีแข็งค่านำกลุ่มประเทศที่ได้รับอัตราภาษีสหรัฐ ฯ ใกล้เคียงกัน โดยการแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยด้านราคาทองคำที่เมื่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นค่าเงินบาทจะแข็งค่า โดยธปท.อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากนี้ที่ผ่านมาพบว่ามีเงินทุนไทยเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยธปท.จะดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจผ่านการใช้เครื่องมือที่มี

นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 68 มีแนวโน้มชะลอลง จะเริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ขณะที่แรงส่งของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นมีแนวโน้มแผ่วลงโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว นอกจากนี้ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะ SMEs

ขณะที่แนวโน้มสินเชื่อโดยรวมชะลอตัวเพราะอยู่ในช่วงลดการก่อหนี้ (Deleverage) จากภาระหนี้ที่สูง ส่วนหนึ่งจากมาตรการช่วยเหลือช่วง COVID ที่การปล่อยสินเชื่อสูงไปแล้วทำให้หนี้ภาคเอกชนโดยรวมยังขยายตัวแม้เศรษฐกิจหดตัวสูง ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อชะลอลงจากการเร่งชำระคืนหนี้เป็นสำคัญและการสินเชื่อปล่อยใหม่โดยรวมยังทรงตัว

นอกจากนี้สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมปรับด้อยลงโดยเฉพาะ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดย ณ พ.ค.2568 พบว่า NPL สินเชื่อ SMEs อยู่ในระดับมากกว่า 8% ขณะที่ NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับที่มากกว่า 4 %

อย่างไรก็ดีสินเชื่อที่ชะลอลงอาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจภาคส่วนที่เปราะบาง ซึ่งพบว่าสถาบันการเงินปรับลดวงเงินการใช้สินเชื่อของกลุ่ม SMEs และระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยงสินเชื่อ SMEs โดยสถาบันการเงินไม่ได้ปรับมาตรฐาน (underwriting standard) เข้มขึ้นชัด แต่ระมัดระวังมากขึ้นในกลุ่มสินเชื่อใหม่กับกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ โดยการปล่อยทำให้การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม SMEs ยากลำบากกว่ารายใหญ่ สินเชื่อรายย่อย สถาบันการเงินปรับมาตรฐาน (underwriting standard) เข้มขึ้นบ้างสำหรับลูกหนี้กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มรายได้น้อยมีการเพิ่มเงินดาวน์และปรับเกณฑ์รายได้ขึ้นต่ำในการขอสินเชื่อ

“ในประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทซึ่งอาจมีนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสนับสนุนมาตรการทางการเงินเพื่อลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบางด้วย”

กนง.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...