โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก” แบกรับต้นทุน “ภาษีสหรัฐ” แล้วกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 05.05 น.

"บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก" แบกรับต้นทุน "ภาษีสหรัฐ" แล้วกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หลายรายเริ่มลดคาดการณ์ หลังข้อตกลงการค้าใหม่ช่วยคลี่คลายสงครามภาษี

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 00.59 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกประเมินว่าต้องแบกรับต้นทุนจากมาตรการภาษีของสหรัฐรวมกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 แต่หลายบริษัทเริ่มปรับลดคาดการณ์ความเสียหายลง หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำข้อตกลงการค้าใหม่กับประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรป (EU) และ ญี่ปุ่น ซึ่งช่วยลดภาระภาษีบางส่วน

สงครามการค้าภายใต้ทรัมป์ส่งผลให้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 และประธานาธิบดีทรัมป์ยังขู่จะขึ้นภาษีเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ แต่โดยรวมแล้ว ผู้บริหารหลายรายกล่าวว่า หมอกแห่งความไม่แน่นอนที่เคยปกคลุมธุรกิจต่าง ๆ เริ่มจางลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มสามารถประเมินต้นทุน วางแผนการดำเนินงาน และเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าได้

จากการวิเคราะห์ของรอยเตอร์ (Reuters) ซึ่งอ้างอิงจากคำแถลง รายงานและการประชุมผู้บริหารของบริษัทหลายร้อยแห่งระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม – 30 กันยายน พบว่าบริษัทต่าง ๆ คาดว่าผลกระทบทางการเงินจากภาษีศุลกากรอยู่ในช่วง 21,000–22,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และราว 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 รวมแล้วมากกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 34,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม หลังทรัมป์ประกาศ “Liberation Day Tariffs” ในเดือนเมษายนที่สั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตามตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการที่ Toyota ประเมินต้นทุนภาษีไว้สูงถึง 9.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายบริษัทกลับลดคาดการณ์เดิมลงหลังข้อตกลงใหม่กับ EU และญี่ปุ่น ช่วยผ่อนแรงกดดัน เช่น ผู้ผลิตสุราฝรั่งเศส Rémy Cointreau และ Pernod Ricard ต่างลดประมาณการผลกระทบจากภาษี ขณะที่ Sony ก็ปรับลดคาดการณ์ในเดือนสิงหาคม

ทรัมป์ยังได้ยกเว้นภาษีบางส่วน เช่น สินค้าส่งออกจากบราซิลที่ถูกเก็บภาษีเพียงประมาณหนึ่งในสามจากอัตรา 50% ที่กำหนดไว้ในตอนแรก

อันโตนิโอ ฟิโลซา ซีอีโอของ Stellantis กล่าวกับรอยเตอร์ พร้อมเปิดเผยแผนลงทุนมูลค่า 13,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐภายใน 4 ปีว่า “ภาษีกำลังเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และเรามองว่าภาษีจะเป็นเพียงอีกหนึ่งปัจจัยในสมการธุรกิจที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้”

แอนดรูว์ วิลสัน รองเลขาธิการสภาหอการค้านานาชาติ (ICC) กล่าวเสริมว่า “เรากำลังเห็นสัญญาณว่าการเจรจาการค้าทวิภาคีเริ่มถึงจุดสมดุล แต่ความซับซ้อนและความไม่แน่นอนจะยังคงอยู่”

อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังได้จุดประเด็นใหม่ โดยระบุเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าอาจพิจารณาเก็บภาษี 100% ต่อสินค้าจีนเพิ่มเติม แต่ต่อมาในวันศุกร์ เขากล่าวว่าภาษีในระดับนั้นไม่สามารถคงอยู่ได้ พร้อมโยนความผิดให้จีนที่เป็นต้นเหตุของความตึงเครียดทางการค้ารอบล่าสุด

ข้อมูลจาก LSEG ชี้ว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 9.3% ในไตรมาสกรกฎาคม-กันยายน ลดลงจาก 13.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนดัชนี Stoxx 600 ของยุโรป คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.5% จาก 4% ในไตรมาสก่อน โดยแรงกดดันส่วนใหญ่มาจากภาค เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมผู้บริโภค ที่พึ่งพาการผลิตจากประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ

Nike ซึ่งพึ่งพาซัพพลายเออร์ในเวียดนามและเอเชีย ประเมินว่าผลกระทบจากภาษีจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์เป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในยุโรป บริษัท SEB ผู้ผลิตเครื่องครัวแบรนด์ Tefal ปรับลดคาดการณ์กำไร หลังยอดขายอ่อนตัวจากความไม่แน่นอนเรื่องภาษี ขณะที่ H&M เตือนว่าภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสต่อไป

แดเนียล เออร์เวอร์ ซีอีโอของ H&M กล่าวว่า “เรายังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มในสหรัฐทั้งในแง่ผลกระทบจากภาษีต่อมาร์จิ้น และบรรยากาศการบริโภคโดยรวม”

ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เช่น Ford, Stellantis, Volkswagen และ Toyota รายงานว่ามีต้นทุนจากภาษีรวมกันหลายพันล้านดอลลาร์ โดย Ford เพียงรายเดียวคาดว่าจะได้รับผลกระทบสะสมถึง 3 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นขึ้นในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ หลังทรัมป์ส่งสัญญาณ ผ่อนปรนภาษีสำหรับการผลิตรถยนต์ในสหรัฐ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนจำนวนมากที่กดดันอุตสาหกรรมมานาน

บริษัทเภสัชกรรมหลายแห่ง เช่น Pfizer และ AstraZeneca เริ่มทำข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับราคายาและการผลิตที่ผูกโยงกับการยกเว้นภาษีของสหรัฐ และมีแนวโน้มว่าบริษัทอื่น ๆ จะเดินตามแนวทางเดียวกัน

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...