โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมรัฐบาลถึงโยนภาระการยกเลิก MOU กับกัมพูชา ให้ประชาชนไทยตัดสินใจแทน?

The Better

อัพเดต 05 ต.ค. 2568 เวลา 23.52 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2568 เวลา 10.01 น. • THE BETTER

ตอนนี้ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาติเรื่องไทย-กัมพูชา กำลังแตกออกเป็น 2 ค่าย

ค่ายแรกต้องการให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชา เพราะไทยเสียเปรียบ

ค่ายที่สองเตือนว่าอย่าหาทำ เพราะถ้าเลิก MOU กับกัมพูชา ประเทศไทยจะเสียเปรียบ

ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลของตนเองแบบที่ลงรอยกันไม่ได้เสียด้วย เมื่อลงรอยกันไม่ได้ก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ซับซ้อนเข้าไปอีก

ฝ่ายที่อยากให้เลิก ชี้ว่ากัมพูชากอดแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่หยาบ หากยึดต้องตามแผนที่ของกัมพูชาไทยก็จะเสียดินแดนเอาง่ายๆ เพราะแผนที่งานหยาบจะลากแนวพรมแดนให้หยาบไปด้วย

ฝ่ายที่ไม่อยากให้เลิก ให้เหตุผลว่า MOU เป็นกรอบการเจรจาของสองประเทศ หากฉีกทิ้งจะไม่มีกรอบการเจรจา และจะยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่สาม หรือ "มือที่สาม" เข้ามาแทรกแซง เช่น ประเทศมหาอำาจที่กัมพูชาต้องการให้ช่วย หรือจะเป็นการเปิดทางให้นำเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก

ทั้งสองแนวคิดกำลังตอบโต้กันไปมา โดยยังหาข้อลงรอยไม่ได้ และแม้จะพยายามอธิบาย "ให้ง่ายที่สุด" ผมก็ยังเชื่อว่าประชาชนจะยิ่งสับสนว่าอะไรเป็นอะไร

วันเดียวกันนั้น NIDA เผยผลสำรวจความเห็นของประชาชน พบว่า คนไทยกว่า 40% ยังไม่เข้าใจ MOU43 กับ MOU44 และ 65.50% ต้องการให้มีการทำความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น แต่แล้ว 60.76% ก็ยังหนุนให้มีการทำประชามติเรื่องการยกเลิก

ผมเกรงว่าเรื่องการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU ก็จะแตกเป็นสองฝ่ายเหมือนกัน คือ ฝ่ายที่อยากให้ทำประชามติ กับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ทำ

ผมเคยแสดงทัศนะไว้ว่า MOU เป็นงานของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหนทำก็ตาม "ฝ่ายบริหาร" ก็ควรจะต้องรับผิดชอบชะตากรรมของมัน

ไม่ใช่โยนภาระความรับผิดชอบมาให้ประชาชน เพราะประชาชนได้เลือกฝ่ายบริหารไปทำหน้าที่แทนแล้ว

MOU ระหว่างรัฐบาลก็มีสถานะเกือบเท่ากับ Treaty นั่นเองแต่ไม่เป็นทางการเท่านั้น ซึ่งนิยามของคำว่า "สนธิสัญญา" (Treaty) ในพจนานุกรม Canbridge ก็กล่าวว่าคือ "ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างสองประเทศ (รัฐ) หรือมากกว่า ซึ่งได้รับการอนุมัติและลงนามอย่างเป็นทางการโดยผู้นำของประเทศเหล่านั้น"

ย้ำว่ารับรอง "โดยผู้นำของประเทศเหล่านั้น" เมื่อยกเลิกก็ควรจะ "โดยผู้นำของประเทศเหล่านั้น" ใช่ไหม?

และผมเห็นว่าการโยนภาระนี้ให้ประชาชนตัดสินใจ เท่ากับรัฐบาลเอาตัวรอดจากพันธะของตัวเองและพันธะทางประวัติศาสตร์

เอาตัวรอดจากพันธะของตัวเอง ก็คือ มันเป็นงานของรัฐบาลแท้ๆ แต่โยนให้ประชาชนทำ

เอาตัวรอดจากพันธะทางประวัติศาสตร์ ก็คือ หากในอนาคตการเลิก MOU จะดีหรือร้าย จะนำไปสู่สงครามหรือสันติภาพ รัฐบาลนี้จะไม่ต้องถูกด่าว่าขายชาติหรือถูกชมว่ารักชาติ

แต่ก็อย่างที่ "อังเคิลเบน" บอกไว้ว่า With great power comes great responsibility

รัฐบาลนั้นมาพร้อม great power แล้วจะเลี่ยง great responsibility ได้อย่างไร?

หรือว่าอยากมี power แต่ไม่เอา responsibility? นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีจริยธรรมอย่างที่สุด

ไม่ว่าจะอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ควรหลีกหนีความรับผิดชอบเรื่องนี้ ต่อให้รัฐบาล A ทำข้อตกลง ก็ต้องเป็นรัฐบาล B ที่ตัดสินใจเกี่ยวกับมัน เพราะทั้งคู่เป็น "รัฐบาล" ไม่ใช้ว่า "รัฐบาลทำ" แล้วให้ "ประชาชนยกเลิก"

แบบนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลเลยก็ได้กระมัง?

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับความแตกแยกของสองค่ายที่ต้องการให้เลิก MOU กับไม่ต้องการให้เลิก MOU

เรื่องนี้ไม่สามารถใช้เสียงประชาชนตัดสินใจได้ เพราะไม่ใช่คำถามแบบ Yes หรือ No ที่ใช้ความรู้สึกได้ แต่มันต้องตกผลึจากการศึกษาอย่างเข้มข้น ดังที่เราเห็นแล้วว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังแตกคอกัน

การทำประชามติด้วยคำถามแบบ Yes หรือ No นั้นจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึก "สมเหตุผล" หรือ "ไม่สมเหตุผล" ตามการวินิจจัยของตน เช่น ในกรณีของการทำประชามติในสหราชอาณาจักรว่าควรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรือไม่ คำถามต่อประชาชนแม้มีแค่ Yes หรือ No แต่ดีเบตเรื่องการ Yes หรือ No กับสหภาพยุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องซับซ้อนไปกว่า "เรารู้สึกมันดีที่อยู่กับ EU" และ/หรือ "เรารู้สึกแย่เมื่ออยู่ใน EU"

โปรดทราบว่า การทำประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร เป็นตัวอย่างในยุคร่วมสมัยของเราเกี่ยวกับการใช้ประชามติในการทำให้สนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นโมฆะ ซึ่งอย่างที่ชี้ให้เห็น การตัดสินเรื่องนี้ไม่ต้องใช้ทักษะที่ซับซ้อนนัก

แต่การทำประชามติของไทยเรื่อง MOU กับกัมพูชา (ที่จะเป็นการทำให้สนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นโมฆะกรณีที่สองในยุคของเรา) เป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก เพราะการจะ Yes หรือ No ได้นั้น ประชานต้อง "รู้ให้ชัดก่อนว่า Yes แล้วได้อะไร หรือ No แล้วจะเสียอะไร"

แม้แต่ตอนนี้คนที่มีความรู้ที่สุดในประเทศเรื่อง MOU ก็ยังตอบขัดกันอง!

นี่แหละครับคือประเด็น เพราะการตัดสินเรื่องที่ซับซ้อนและอาศัยองค์ความรู้ขั้นสูงแบบการจะเอาไม่เอา MOU "ไม่สามารถให้ประชาชนตัดสินใจกันเองได้"

ดังนั้นเราถึงรัฐบาลมาเป็นทำงานนี้แทน เพราะเชื่อพรรคการเมืองจะเลือกคนมีสติปัญญาและการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาทำงานแทนประชาชน ซึ่งไม่เข้าใจกิจการระหว่างประเทศ และยิ่งไม่เข้าใจงานที่อาศัยทักษะขั้นสูง

หากรัฐบาลพรรคไหนที่โยนงานยากๆ แบบนี้ให้ประชาชน คนเขาก็จะมองว่าบริหารประเทศไม่ได้ พึ่งพาไม่ได้ และไม่มีคนเก่ง

การที่ผู้เชี่ยวชาญนอกรัฐบาลเขาโต้เถียงกันว่าควรจะเลิกหรือไม่เลิกนั้นเป็นเรื่องดีต่อรัฐบาลหากรัฐบาลจะรับผิดชอบชะตากรรมของ MOU เพราะเท่ากับมีที่ปรึกษามาช่วยโดยไม่เสียตังค์

แต่ถ้าปล่อยให้ประชาชนฟังสองค่ายโต้เถียงกัน อย่าหวังว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น เพราะพื้นฐานก็ไม่เข้าใจ MOU ว่าคืออะไรอยู่แล้ว แล้วจะมาให้อ่านหรือฟังเนื้อหาเชิงเทคนิคยาวๆ ได้อย่างไร?

แม้ผู้เชี่ยวชาญค่ายต่างๆ จะย่อยเนื้อหาให้ง่ายแล้ว แต่มันยังเป็น "เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ" อยู่ดี

มันไม่เหมือนกับการหาเสียงเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งนักการเมืองต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายอธิบายนโยบายของตนเพื่อโน้มน้าวให้ประชาบชนลงเลือกตน

แถมบางคนยังบอกว่า "ประชาชนยังไม่ได้อ่าน MOU" จึงไม่เข้าใจหรอก

ได้โปรดเถอะครับ ผมอ่าน MOU ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ถกเถียงกันในหมู่สื่อมวลชนก็แล้ว ก็ยังเข้าใจไม่ตรงกันสักที แล้วจะให้ประชาชนที่อยู่นอกสาขานี้มาเข้าใจได้อย่างไร?

ที่สำคัญ MOU และสนธิสัญญาต่างๆ นั้น มักใช้ภาษากฎหมายที่คลุมเครือและมีศัพท์แสงเฉพาะทาง ไม่มีทางที่ Layman (คนธรรมดาที่อยู่นอกสาขาวิชา) จะเข้าใจได้

ดังนั้น ข้อเรียกร้องให้ประชาชนทำความเข้าใจก่อนไปลงมติเรื่อง MOU จึงเป็นข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ

และแน่นอนว่าผมเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเอง

แต่ต้องทำด้วยการตั้งคณะกรรมการตัดสินใจอนาคตของ MOU โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากค่ายต่างๆ ทั้งที่ต้องการให้เลิกและที่ไม่ต้องการให้เลิกมานั่งโต้เถียงกัน

เถียงกันจนหาข้อสรุปได้จึงค่อยตัดสินใจ หากหาข้อสรุปไม่ได้ก็ยื้อมันไปเรื่อยๆ

แต่อย่าให้ประชาชนตัดสินใจกันเองในเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - (ภาพประกอบข่าว) - สมาชิกรัฐสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ลงคะแนนเสียงที่สถานีลงคะแนนเสียงระหว่างการเลือกตั้งวุฒิสภาในเมืองทัคเมา จังหวัดกันดาล เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...