Gen ยัง Active 50+ ผนึกกำลังดัน ‘นโยบายสุขภาพเชิงป้องกัน’ มุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
The Bangkok Insight
อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 12.31 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 12.31 น. • The Bangkok Insightโครงการ Gen ยัง Active 50+ จัดเสวนา "บูรณาการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในระยะยาวของประเทศไทย" ในงาน "ส่งเสริมภูมิกาย สร้างเสริมภูมิใจ ให้วัย Gen ยัง Active 50+" เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล
งานเสวนาครั้งนี้ ระดมผู้กำหนดนโยบายสุขภาพระดับประเทศ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ และแนวทางการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมสูงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องสุขภาพของประชาชนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยสูงอายุ ผ่านคำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย
เพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าถึงความรู้ และความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อันจะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างมีข้อมูล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง และฟื้นตัวช้า วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนิวโมค็อกคัส วัคซีน RSV วัคซีนงูสวัด วัคซีนโควิด-19 และวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ
นอกจากนี้ มิติของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกแนวคิดสำคัญ ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะโรคติดต่อ หรือโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการป้องกันการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิต
ดังนั้น จึงต้องอาศัยมาตรการแบบองค์รวม ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม จนถึงระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งของประเทศ
ทางด้าน ทพ.ณัฐพงค์ กันทะวงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย ระบุว่า กรมอนามัยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
โดยแนะนำให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง ตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพแนวใหม่ ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกาย และใจ
อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยในปัจจุบัน
เวชศาสตร์วิถีชีวิตให้ความสำคัญกับ 6 เสาหลัก
- รับประทานอาหารที่สมดุล และมีโภชนาการเหมาะสม
- มีกิจกรรมทางกายเหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- การจัดการ และผ่อนคลายความเครียด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
หากผู้สูงอายุสามารถนำแนวทางทั้ง 6 ด้านนี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งทางร่างกาย และจิตใจ นำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
ขณะที่ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน เนื่องจากสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลจากสื่อออนไลน์ที่หลากหลาย และถูกส่งต่อกันในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ยากต่อการคัดกรอง
อีกทั้งยังมีข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือบิดเบือน ที่ถูกเผยแพร่ซ้ำโดยขาดการตรวจสอบรอบด้าน จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนมีความลังเล หรือปฏิเสธการรับวัคซีน จนเสียโอกาสในการป้องกันโรค ที่สามารถป้องกันได้
ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง จึงจำเป็นต้องอาศัย "ภูมิคุ้มกันความรู้" โดยการรู้เท่าทัน และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเชื่อ หรือส่งต่อไปยังผู้อื่น
ภูมิคุ้มกันความรู้ที่แข็งแกร่ง เปรียบเสมือนการได้รับวัคซีนที่ช่วยปกป้องตนเอง และครอบครัว นำไปสู่การสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันทางความรู้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของสังคมโดยรวม
ส่วนนพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า สปสช. เล็งเห็นความสำคัญของการรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมุ่งขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพ ที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริม การป้องกัน และการดูแลอย่างเป็นระบบ
โดยได้จัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แยกจากงบรักษาพยาบาล เพื่อสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในผู้สูงอายุ อาทิ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงต่อการหกล้ม รวมถึงสุขภาพช่องปากและสายตา ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น และมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรม
นอกจากนี้ ยังได้บรรจุวัคซีนที่จำเป็นไว้ในสิทธิประโยชน์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว พร้อมทั้งศึกษา และพิจารณาบรรจุวัคซีนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมในอนาคต อาทิ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ วัคซีนงูสวัด และวัคซีน RSV
ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัล เช่น ระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลอย่างทั่วถึง
โดยมีเป้าหมายให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เพียงเป็นหลักประกันการรักษาพยาบาล แต่เป็นพลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง พึ่งพาตนเองได้ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 1.3 ล้านคน หรือ 23.73% ของประชากร ซึ่งภายใต้นโยบาย "9 ดี 9 ด้าน" ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในมิติ "สุขภาพดี" ได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ "Active Aging" ครบทั้ง 50 เขต รวม 491 ชมรม มีสมาชิกกว่า 50,793 คน เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย และใจ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังดำเนินโครงการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเชิงป้องกัน เช่น การฝึกกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการหกล้ม และการฝึกความจำ เพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าผู้เข้าร่วมมีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นกว่า 70%
ด้านการป้องกันโรค กรุงเทพมหานครให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยในปี 2568 มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้ารับการฉีดแล้วกว่า 193,000 คน และอยู่ระหว่างพิจารณานำนวัตกรรมวัคซีนใหม่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงในกลุ่มผู้สูงอายุให้มากขึ้น หวังลดความรุนแรงของโรค และภาระการรักษา
พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อาทิ ศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุ ระบบบริการสุขภาพดิจิทัล การแพทย์ทางไกล รวมถึงการปรับปรุงทางเดินเท้าและพื้นที่สาธารณะให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อให้กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ผู้สูงอายุไม่เพียงแต่อยู่ได้ แต่ยังอยู่ดี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน
ขณะที่ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ปรึกษาโครงการ Gen ยัง Active 50+ เน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ร่วมกับบริษัท แกล็กโซ สมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) ขับเคลื่อนโครงการ Gen ยัง Active 50+ ภายใต้รูปแบบ Public Private Partnership (PPP)
พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลสุขภาพ และการป้องกันโรคที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่และวัย 50+ ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย
โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ลดความเสี่ยงของโรค และการเจ็บป่วยในอนาคต พร้อมเตรียมพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพสู่การเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่ยังเป็นการสนับสนุนระบบสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และยั่งยืนในระยะยาว“
GSK ผู้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ Gen ยัง Active 50+ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี พร้อมสนับสนุนสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี ผ่านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของบุคลากร และร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชน
เพื่อสร้างคุณค่าในมิติต่าง ๆ แก่สังคม ทั้งการเสริมสร้างสุขภาพเชิงป้องกันและภูมิคุ้มกันโรค และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวล้ำหน้าโรคต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด Ahead Together
โครงการ "Gen ยัง Active 50+" เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ได้จัดทำศูนย์รวมข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่าย ได้แก่ เว็บไซต์ www.GenYoungActive.com และ LINE OA: @GenYoungActive
ประกอบด้วย สาระความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และการป้องกันโรค กิจกรรมที่น่าสนใจ และบทสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจจากวัย 50+ ที่มีการใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟอยู่เสมอ
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะมีบทบาทสำคัญโดยตรง ในการเป็นแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ร่วมกับ GSK และการสนับสนุนข้อมูลความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ จากพันธมิตร เช่น กรมอนามัย และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ
เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ดูแลผู้สูงวัย และคนไทยทุกคน อัปเดตความรู้ และสามารถส่งต่อข้อมูลให้ครอบครัว และเพื่อน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ช่วยให้คน Gen ยัง Active หรือวัย 50+ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีคุณภาพและมีความสุข เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 5 มะเร็งที่ผู้หญิงวัย 50+ ควรรู้! รักแม่ อย่าลืมพาแม่ไปตรวจนะ!!
- 'โรคงูสวัด' อันตรายกว่าที่คิด แพทย์ย้ำ อายุ 50+ และมีโรคร่วมเสี่ยงปัญหาสุขภาพร้ายแรง
- 5 ตัวช่วย Gen ยัง Active 50+ 'บ้านปลอดฝุ่น' ติดบ้านไว้แล้วชีวิตดี๊ดี
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์:https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook:https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg