โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

”ดร.กอบศักดิ์“ ชี้ เศรษฐกิจไทย ‘แค่รอด’ ไม่แกร่ง แนะรีบคว้า FDI เปลี่ยนโฉมประเทศใน 10 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ต.ค. 2568 เวลา 15.57 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2568 เวลา 08.57 น.

ดร.กอบศักดิ์ ฟันธง เศรษฐกิจไทย "แค่พอไปได้" แต่ไม่แข็งแกร่ง ส่องโอกาสทอง FDI ทะลักอาเซียน เปลี่ยนโฉมไทยรอบ 10 ปี เตือนวิกฤตจีนทำ "สินค้าทะลักไทย" โดยโลกเผชิญ 3 ธีมท้าทายใหญ่ แนะธุรกิจไทยต้องปรับตัวเร็ว

[caption id="attachment_200768" align="aligncenter" width="1200"]

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 12 Money Expo 2025 Udonthani วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี[/caption]

3 ตุลาคม 2568 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงาน Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร เนื่องในโอกาสที่ธนาคารกรุงเทพเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 12 Money Expo 2025 Udonthani ว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569-2571) เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ 3 ธีมหลัก ที่จะสร้างความท้าทาย ได้แก่ 1. ความผันผวนจาก Geopolitics 2. การเผชิญหน้าของมหาอำนาจที่จะรุนแรงขึ้น และ 3. The Great Disruption ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด

โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนและผลกระทบต่อไทย โดยจีนกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่รุนแรง และเลือกที่จะแก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานนับสิบปี

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง Country Garden ซึ่งเคยเป็นเบอร์หนึ่งของจีน แต่ปัจจุบันประสบภาวะล้มละลาย จึงมองว่า "ขนาดเบอร์หนึ่งยังเจ๊งได้ แล้วเบอร์สอง เบอร์สาม เบอร์สี่ จะเหลืออะไร"

โดยวิกฤตการณ์นี้ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งเคยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอด 20 ปี ต้องหยุดชะงักลง กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าสินค้าจากจีนจะทะลักเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นเพื่อหาตลาดใหม่

[caption id="attachment_200766" align="aligncenter" width="1200"]

งาน “Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร ณ ทุ่งศรีเมือง Grand Ballroom โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี[/caption]

“เมื่อกำลังซื้อในจีนไม่ดี สินค้าที่ผลิตในจีนก็ขายไม่ได้ ก็ต้องหาบ้านใหม่ มันก็จะมาที่ไทย นี่คือประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทย มองว่ายังอยู่ในภาวะที่ "แค่พอไปได้" แต่ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดหวังไว้ โดยมีสัญญาณชะลอตัวในหลายภาคส่วน ได้แก่

  • การส่งออก แม้ช่วงครึ่งปีแรกจะยังเติบโตได้ดี แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นสัญญาณแผ่วลงอย่างชัดเจน
  • การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับไม่ฟื้นตัวตามเป้า ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุดยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยได้รับผลกระทบจากข่าวเชิงลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลง

“ปีนี้การท่องเที่ยวคงยากที่จะกลับมาเหมือนเดิม คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 32-33 ล้านคน จากที่เคยคาดไว้ 35 ล้านคน”

  • กำลังซื้อในประเทศ ยังคงอ่อนแอ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ไม่เติบโตเท่าที่ควร

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงมีความเปราะบางและต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีน

ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยและนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้สร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ โดยเลือกที่จะสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติทางการเมืองในอดีต

“ปกติพรรคการเมืองเข้ามา เขาจะไม่เอาโครงการของคนเก่า เพราะทำไปเขาก็ได้หน้า ต้องเริ่มโครงการใหม่ ซึ่งการเริ่มโครงการใหม่มันมีต้นทุนและใช้เวลา แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกที่จะสานต่อเพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้” ดร. กอบศักดิ์ กล่าว

ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่ง" ที่ถูกนำมาต่อยอดเป็น "คนละครึ่งพลัส" และ การสานต่อโครงการ "หวยออมทรัพย์" รวมถึง การผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศมากว่า 35 ปี กำลังอยู่ในภาวะ “หมดบุญ” และเติบโตในระดับที่ต่ำมาก สะท้อนจากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือน

โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ได้มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหา ประเทศไทยซึ่งเปรียบเสมือน "ญี่ปุ่นหมายเลข 2" ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่โดยเร็ว

ท่ามกลางความท้าทายได้เห็นถึงโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ผลักดันให้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ (Supply Chain Realignment) ออกจากประเทศจีน โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นเป้าหมายหลัก

[caption id="attachment_200767" align="aligncenter" width="1200"]

งาน “Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร ณ ทุ่งศรีเมือง Grand Ballroom โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี[/caption]

ทั้งนี้มองว่า นี่คือโอกาสที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เคยไหลเข้าจีน กำลังไหลออกมาที่อาเซียนแทน โดยไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ถึง 17% ของ FDI ทั้งหมดที่ไหลเข้าอาเซียน ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 5-6 แสนล้านบาทต่อปี เป็น 1.13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว และคาดว่าจะสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปีนี้

โดยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร, อิเล็กทรอนิกส์ (PCB), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarters)

“ทั้งหมดนี้เหมือนกับหนังม้วนเดิมที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30-40 ปีก่อน ตอนที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทย แต่มันใหญ่กว่าเดิม 3-4 เท่า นี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยไปอีก 10 ปีข้างหน้า” ดร. กอบศักดิ์ กล่าว

ด้านตลาดทุน ดร.กอบศักดิ์มองว่า ยังไม่น่ากังวลมากนัก และเชื่อว่าตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทย, สหรัฐฯ, ยุโรป, ทองคำ, และบิตคอยน์ จะสามารถลงทุนต่อได้อีกระยะหนึ่ง หากสถานการณ์สงครามการค้ายังไม่เกิดการโต้เถียงที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งค่าเงินคาดการณ์ว่า ดอลลาร์จะอ่อนค่าลง อย่างต่อเนื่องได้อีก 4-5% ในอนาคต ส่งผลให้ เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ขึ้นตามไปด้วย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...