”ดร.กอบศักดิ์“ ชี้ เศรษฐกิจไทย ‘แค่รอด’ ไม่แกร่ง แนะรีบคว้า FDI เปลี่ยนโฉมประเทศใน 10 ปี
ดร.กอบศักดิ์ ฟันธง เศรษฐกิจไทย "แค่พอไปได้" แต่ไม่แข็งแกร่ง ส่องโอกาสทอง FDI ทะลักอาเซียน เปลี่ยนโฉมไทยรอบ 10 ปี เตือนวิกฤตจีนทำ "สินค้าทะลักไทย" โดยโลกเผชิญ 3 ธีมท้าทายใหญ่ แนะธุรกิจไทยต้องปรับตัวเร็ว
[caption id="attachment_200768" align="aligncenter" width="1200"]
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 12 Money Expo 2025 Udonthani วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี[/caption]
3 ตุลาคม 2568 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงาน “Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร เนื่องในโอกาสที่ธนาคารกรุงเทพเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 12 Money Expo 2025 Udonthani ว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569-2571) เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ 3 ธีมหลัก ที่จะสร้างความท้าทาย ได้แก่ 1. ความผันผวนจาก Geopolitics 2. การเผชิญหน้าของมหาอำนาจที่จะรุนแรงขึ้น และ 3. The Great Disruption ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด
โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนและผลกระทบต่อไทย โดยจีนกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่รุนแรง และเลือกที่จะแก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานนับสิบปี
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง Country Garden ซึ่งเคยเป็นเบอร์หนึ่งของจีน แต่ปัจจุบันประสบภาวะล้มละลาย จึงมองว่า "ขนาดเบอร์หนึ่งยังเจ๊งได้ แล้วเบอร์สอง เบอร์สาม เบอร์สี่ จะเหลืออะไร"
โดยวิกฤตการณ์นี้ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งเคยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอด 20 ปี ต้องหยุดชะงักลง กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าสินค้าจากจีนจะทะลักเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นเพื่อหาตลาดใหม่
[caption id="attachment_200766" align="aligncenter" width="1200"]
งาน “Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร ณ ทุ่งศรีเมือง Grand Ballroom โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี[/caption]
“เมื่อกำลังซื้อในจีนไม่ดี สินค้าที่ผลิตในจีนก็ขายไม่ได้ ก็ต้องหาบ้านใหม่ มันก็จะมาที่ไทย นี่คือประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทย มองว่ายังอยู่ในภาวะที่ "แค่พอไปได้" แต่ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดหวังไว้ โดยมีสัญญาณชะลอตัวในหลายภาคส่วน ได้แก่
- การส่งออก แม้ช่วงครึ่งปีแรกจะยังเติบโตได้ดี แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นสัญญาณแผ่วลงอย่างชัดเจน
- การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับไม่ฟื้นตัวตามเป้า ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุดยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยได้รับผลกระทบจากข่าวเชิงลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลง
“ปีนี้การท่องเที่ยวคงยากที่จะกลับมาเหมือนเดิม คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 32-33 ล้านคน จากที่เคยคาดไว้ 35 ล้านคน”
- กำลังซื้อในประเทศ ยังคงอ่อนแอ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ไม่เติบโตเท่าที่ควร
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงมีความเปราะบางและต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีน
ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยและนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้สร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ โดยเลือกที่จะสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติทางการเมืองในอดีต
“ปกติพรรคการเมืองเข้ามา เขาจะไม่เอาโครงการของคนเก่า เพราะทำไปเขาก็ได้หน้า ต้องเริ่มโครงการใหม่ ซึ่งการเริ่มโครงการใหม่มันมีต้นทุนและใช้เวลา แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกที่จะสานต่อเพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้” ดร. กอบศักดิ์ กล่าว
ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่ง" ที่ถูกนำมาต่อยอดเป็น "คนละครึ่งพลัส" และ การสานต่อโครงการ "หวยออมทรัพย์" รวมถึง การผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศมากว่า 35 ปี กำลังอยู่ในภาวะ “หมดบุญ” และเติบโตในระดับที่ต่ำมาก สะท้อนจากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือน
โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ได้มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหา ประเทศไทยซึ่งเปรียบเสมือน "ญี่ปุ่นหมายเลข 2" ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่โดยเร็ว
ท่ามกลางความท้าทายได้เห็นถึงโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ผลักดันให้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ (Supply Chain Realignment) ออกจากประเทศจีน โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นเป้าหมายหลัก
[caption id="attachment_200767" align="aligncenter" width="1200"]
งาน “Exclusive Lunch วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย” ที่ธนาคารกรุงเทพจัดให้กลุ่มลูกค้าของธนาคาร ณ ทุ่งศรีเมือง Grand Ballroom โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี[/caption]
ทั้งนี้มองว่า นี่คือโอกาสที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เคยไหลเข้าจีน กำลังไหลออกมาที่อาเซียนแทน โดยไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ถึง 17% ของ FDI ทั้งหมดที่ไหลเข้าอาเซียน ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 5-6 แสนล้านบาทต่อปี เป็น 1.13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว และคาดว่าจะสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปีนี้
โดยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร, อิเล็กทรอนิกส์ (PCB), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarters)
“ทั้งหมดนี้เหมือนกับหนังม้วนเดิมที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30-40 ปีก่อน ตอนที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทย แต่มันใหญ่กว่าเดิม 3-4 เท่า นี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยไปอีก 10 ปีข้างหน้า” ดร. กอบศักดิ์ กล่าว
ด้านตลาดทุน ดร.กอบศักดิ์มองว่า ยังไม่น่ากังวลมากนัก และเชื่อว่าตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทย, สหรัฐฯ, ยุโรป, ทองคำ, และบิตคอยน์ จะสามารถลงทุนต่อได้อีกระยะหนึ่ง หากสถานการณ์สงครามการค้ายังไม่เกิดการโต้เถียงที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งค่าเงินคาดการณ์ว่า ดอลลาร์จะอ่อนค่าลง อย่างต่อเนื่องได้อีก 4-5% ในอนาคต ส่งผลให้ เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ขึ้นตามไปด้วย