โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน

: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (1)

ระยะเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมาได้เข้าไปรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือ “ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทยและความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ของสำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ

ทำให้มีโอกาสค้นข้อมูลหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมประเภท “ศาลาไทย” พร้อมกับร่วมงานกับนักวิชาการหลายคนที่รับผิดชอบประเด็นต่างๆ ที่แวดล้อมสถาปัตยกรรมประเภทนี้ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าสนใจและขยายขอบเขตความเข้าใจของผมออกไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น

นอกจากเป็นบรรณาธิการ ผมยังรับหน้าที่เขียนเนื้อหาบทหนึ่งว่าด้วยการสร้างศาลาไทยในต่างประเทศในฐานะของขวัญระหว่างรัฐ ซึ่งธรรมเนียมนี้ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศของไทย ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นนักในประเทศอื่น จนผมอยากขอเรียกว่าเป็น “วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน”

ในระหว่างทางของการศึกษาพบข้อมูลหลายอย่างน่าสนใจที่หลายคนไม่น่าจะทราบ ทั้งในแง่ของที่มาของวัฒนธรรมนี้ บริบทแวดล้อม ตลอดจนนัยสำคัญบางประการ แต่ด้วยเนื้อที่อันจำกัดทำให้ไม่สามารถเล่าได้ทุกอย่าง อีกทั้งตัวหนังสือเองก็ตีพิมพ์แล้วเสร็จพร้อมกับเผยแพร่ฟรีในทุกช่องทางอยู่แล้ว จึงอยากใช้พื้นที่นี้ในการเล่าประเด็นที่ค้นพบ พร้อมแทรกข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้ใส่เอาไว้ในหนังสือเพิ่มด้วย

(ปัจจุบันหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่เรียบร้อย หากใครหรือหน่วยงานไหนสนใจสามารถทำหนังสือขอไปที่สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)

รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสเปิดศาลาไทย ณ East-West Center 6 มิถุนายน พ.ศ.2510 ที่มา : หนังสือ ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทยฯ

ผมขอเริ่มต้นด้วย พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ในโอกาสพระราชทานศาลาไทยเป็นของขวัญเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ณ East-West Center มลรัฐฮาวาย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2510 ซึ่งต่อมา อ.นิจ หิญชีระนันทน์ ได้แปลเป็นภาษาไทยและตีพิมพ์ไว้ใน “ปาฐกถา ชุด สิรินธร ครั้งที่ 9 เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย” ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า

“…ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมอบศาลาหลังนี้ให้แก่ศูนย์ตะวันออก-ตะวันตก ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะไม่เป็นการออกนอกเรื่อง ที่จะอธิบายถึงความประสงค์ดั้งเดิมของศาลาเช่นนี้ ในประเทศของข้าพเจ้า การเดินทางโดยทางบกก่อนที่จะมีถนนและทางหลวง ย่อมหมายถึงการบุกป่าฝ่าดงด้วยช้าง ด้วยเกวียน หรือด้วยการเดินเท้า ในสมัยนั้น การเดินทางเป็นไปด้วยความเชื่องช้าและเหน็ดเหนื่อย เป็นธรรมเนียมที่คนจะสร้างศาลาอย่างเดียวกับหลังที่สร้างนี้ไว้ตามทาง เพื่อให้คนเดินทางผู้เหนื่อยอ่อนได้หยุดพัก ศาลาเหล่านั้นสร้างขึ้นด้วยความรักและปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่มีต่อผู้อื่น…ศาลาเก่าแก่เหล่านั้น บางหลังยังตั้งอยู่ในที่อันเปล่าเปลี่ยวในประเทศของข้าพเจ้า โดยมิได้รับใช้คนเดินทางตามความประสงค์เดิมเสียแล้ว แต่ก็ยังคงมีเหลืออยู่เป็นสัญลักษณ์อันแสดงถึงความรักและความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานให้ศาลาหลังนี้ตั้งมั่นเป็นสัญลักษณ์แห่งภราดรภาพและความเอื้ออาทรอันเปี่ยมล้นอยู่คู่กับศูนย์แห่งนี้สืบไป ขอให้ศาลาหลังนี้จงเป็นที่พำนักแห่งความรักและความเข้าใจสำหรับบรรดาผู้เดินทางที่มาจากทางตะวันออกและทางตะวันตกทั่วหน้ากัน…”

พระราชดำรัสนี้สะท้อนนัยยะทางความหมายและบทบาทหน้าที่ของ “ศาลาไทย” ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในสังคมไทยยุคสมัยใหม่ที่มิใช่เป็นเพียงแค่อาคารโถงโล่งสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เพียงเท่านั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่งยังถูกใส่ความหมายใหม่ลงไปให้กลายเป็น สัญลักษณ์อันแสดงถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงามที่มิใช่เพียงสะท้อนผ่านองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น แต่ยังเป็นสถาปัตยกรรมที่สื่อความหมายลึกซึ้งถึงความรักและความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นภาพแทนในเชิงรูปธรรมของ “มิตรภาพ” ที่มีระหว่างกันที่ไม่ใช่แค่ผู้คนในสังคมไทย แต่คือทั้งโลก

พูดให้ชัดขึ้นก็คือ พระราชดำรัสนี้ได้ทำให้ศาลาไทยนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ขยายความหมายและบทบาทหน้าที่จากสถาปัตยกรรมไปสู่การเป็น “ของขวัญระหว่างรัฐ” และเป็นสัญลักษณ์ของ “มิตรภาพระหว่างประเทศ” ที่ไทยมอบให้กับรัฐบาลนานาชาติเพื่อแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างกัน และจุดเริ่มต้นนี้เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจากบริบททางสังคมการเมืองในยุคสงครามเย็น

(ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในตอนต่อไป)

รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปทรงเปิดบ่อ “โกนิคจุฬาลงกรณ์” ณ เมืองบาดฮอมบวร์ก พ.ศ.2450 ที่มา : หนังสือ ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทยฯ

จากหลักฐานที่มีทำให้สามารถลงความเห็นได้ว่า วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2510 นี้เอง

หลายคนอาจท้วงว่าไม่จริง โดยยกหลักฐานแย้งว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เคยมีการสร้างศาลาไทยไว้ ณ เมืองบาดฮอมบวร์ก ประเทศเยอรมนี แต่จากการศึกษาของผมพบว่า เราไม่อาจนำศาลาหลังนี้มาเปรียบเทียบในมิติทางความหมายได้เลยกับศาลาไทย ณ East-West Center

จะเข้าใจประเด็นนี้ได้เราต้องย้อนกลับไปเข้าใจศาลาไทย ณ เมืองบาดฮอมบวร์ก ก่อนเป็นลำดับแรก

ศาลาหลังนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2450 โดยการเสด็จฯ คราวนั้นมีกำหนดการประทับรักษาพระวรกายที่เมืองบาดฮอมบวร์ก เป็นเวลา 1 เดือน ระหว่าง 23 สิงหาคม ถึง 22 กันยายน พ.ศ.2450 โดยเมืองนี้ขึ้นชื่อมากเรื่องการรักษาโรคด้วยน้ำแร่ซึ่งเป็นวิธีการสมัยใหม่และเป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นนำยุโรป ณ ขณะนั้น

ในช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ ชาวเมืองบาดฮอมบวร์กได้ถวายบ่อน้ำแร่ซึ่งเพิ่งจะขุดพบใหม่ไม่นาน มอบให้เป็นที่ระลึกแด่พระองค์ และพระองค์ได้เสด็จมาทำการเปิดบ่อด้วยพระองค์เอง บ่อน้ำแร่นี้ต่อมาตั้งชื่อว่า “บ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์” (Konig ในภาษาเยอรมันหมายถึงกษัตริย์)

รัชกาลที่ 5 ทรงบันทึกเหตุการณ์วันเปิดไว้ในพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” ความตอนหนึ่งว่า

“…เวลาเที่ยงไปที่เปิดบ่อ แต่งตัวฟรอกโก๊ต บ่อนี้อยู่ข้างหลังไกซาวิลเลียมบาด เปนทุ่งหญ้า… ลักษณะที่เจาะก็เหมือนกับเจาะบ่อน้ำธรรมดา แต่ใช้ท่อทองแดง เจาะช่องตามข้างท่อให้น้ำซึมเข้ามา…ปากท่อทำเปนรูปใบบัว น้ำเดือดพลั่งๆ แต่น้ำที่นี่เปนน้ำเย็นทั้งนั้น ทดลองได้ความว่าเปนน้ำอย่างแรง เขาตั้งกระโจมสามขาหุ้มผ้าสูงคร่อมอยู่ที่บ่อ แล้วปลูกพลับพลาจตุรมุขหลังหนึ่ง มีร้านสำหรับคนร้องเพลง มีคนไปประชุมเปนอันมาก ผู้มีบันดาศักดิ์อยู่ รอบกระโจมนั้นมีราษฎรเต็มไปทั้งนั้น เวลาแรกไปถึงร้องเพลงจบหนึ่งก่อน แล้วแมร์ตำบลฮอมเบิคอ่านแอดเดรส ให้ชื่อบ่อว่า “โกนิคจุฬาลงกรณ์” แล้วเชิญไปเยี่ยมดูที่บ่อนั้น ตักน้ำขึ้นมาให้ชิมด้วยถ้วยเงินใบใหญ่แล้วกลับมาที่พลับพลา แมร์เรียกให้เชียร์คือฮุเรแล้วร้องเพลงอิกบทหนึ่ง เปนสิ้นการเปิดบ่อเท่านั้น…”

ศาลาไทย ณ เมืองบาดฮอมบวร์ก ที่มา : หนังสือ ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทยฯ

จากเหตุการณ์นี้ทำให้รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริที่จะก่อสร้างศาลาไทยเพื่อครอบบ่อน้ำจุฬาลงกรณ์ โดยเป็นการจัดทำศาลาทั้งหมดด้วยไม้ในประเทศ และจัดส่งทางเรือไปให้ช่างเยอรมันทำการประกอบ และทรงมอบหมายให้ พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เป็นแม่กอง

พระองค์ใส่พระทัยการก่อสร้างศาลาหลังนี้มากและมีส่วนร่วมในการออกแบบสัดส่วนตลอดจนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมด้วยพระองค์เอง

อย่างไรก็ตาม การสร้างศาลาไทยหลังนี้แล้วเสร็จหลังจากที่รัชกาลที่ 5 สวรรคตไปแล้วหลายปี โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2457

และที่สำคัญคือ มิได้ตั้งครอบบ่อน้ำตามความตั้งใจแรก แต่ถูกย้ายไปสร้างให้อยู่ใกล้บ่อน้ำของ ไกเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 2 (Kaiser Wilhelm II) แทน ซึ่งอยู่ไกลออกไปราว 500 เมตร (ดูเพิ่มใน ไกรฤกษ์ นานา. “‘บ่อน้ำวิเศษ’ ของรัชกาลที่ 5 มีจริงอยู่ที่สุสานสุริยกษัตริย์ในเยอรมนี.” ศิลปวัฒนธรรม. 26, 8 เดือนมิถุนายน 2548.)

แม้อาคารหลังนี้เราอาจถือว่าเป็นการสร้างศาลาไทยแบบถาวรครั้งแรกในต่างประเทศ (ไม่นับศาลาไทยที่สร้างชั่วคราวเพื่อใช้ในงาน World Expos ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2410 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งมีเป้าหมายเฉพาะอีกแบบหนึ่งซึ่งจะไม่ขออธิบายในบทความนี้)

แต่หากพิจารณาจากเป้าหมายและความหมายก็จะพบว่า ตัวมันมิได้ถูกสร้างขึ้นในฐานะ “ของขวัญระหว่างรัฐ” แต่มีลักษณะสะท้อนความเป็นส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างครอบบ่อน้ำแร่ที่มีชื่อเป็นชื่อของพระองค์เอง ตามวัฒนธรรมที่นิยมทำกันในกลุ่มชนชั้นสูงยุโรปขณะนั้น

มากกว่าการเป็นสิ่งของในเชิงสัญลักษณ์ระหว่างรัฐ ซึ่งแตกต่างทางความหมายอย่างมากจากศาลาไทย ณ East-West Center เมื่อ พ.ศ.2510

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...