โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ป.ป.ช. ผนึกแบงก์เปิดศูนย์ข้อมูลกลางตรวจเงิน-ธุรกรรมไว เริ่มใช้ปลายปี68

Amarin TV

เผยแพร่ 02 ก.ย 2568 เวลา 08.22 น.
ป.ป.ช.ผนึกแบงก์เปิดศูนย์ข้อมูลกลางตรวจเงิน-จับธุรกรรมผิดปกติไว เริ่มใช้ปลายปี 68

ป.ป.ช. เดินหน้าสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญกับสมาคมธนาคารไทยและผู้บริหารสถาบันการเงิน จัดประชุมเชิงนโยบายใหญ่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก โดยมีนายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน การหารือมุ่งวางรากฐานระบบข้อมูลกลางทางการเงิน เพื่อเป็นกลไกใหม่ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายประภาศให้สัมภาษณ์กับ SPOTLIGHT ว่า ภารกิจหลักของ ป.ป.ช. ไม่ได้จำกัดเพียงการไต่สวนคดีทุจริต แต่รวมถึงการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและการไต่สวนความร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาข้อมูลจากภาคธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ ป.ป.ช. จึงหารือกับสมาคมธนาคารไทยมาอย่างต่อเนื่องในปี 2568 เป็นปีที่สาม และปีนี้จะก้าวสู่ข้อสรุปสำคัญด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ผ่านมา การทำงานของ ป.ป.ช. ต้องอาศัยการขอข้อมูลแบบแมนนวลจากธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้กระบวนการล่าช้า ซับซ้อน และเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อน อีกทั้งข้อมูลย้อนหลังที่เข้าถึงได้สะดวกมีเพียง 1-2 ปี ส่วนข้อมูลที่เก่ากว่านั้นถูกเก็บในคลังข้อมูลหรือเทปบันทึกซึ่งดึงมาใช้ได้ยากและสิ้นเปลืองทรัพยากร ขณะเดียวกัน ธนาคารยังต้องรองรับคำร้องจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน จนเกิด “คอขวด” และภาระต้นทุนสูง

เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ป.ป.ช. และสมาคมธนาคารไทยจึงผลักดันโครงการ Financial Information System (FIS) หรือ “Template กลาง” ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินแบบดิจิทัลไร้กระดาษ ที่จะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการตรวจสอบ และสร้างมาตรฐานกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ขณะนี้โครงการคืบหน้ากว่า 90% อยู่ในขั้นทดสอบรอบสุดท้าย คาดว่าจะสามารถลงนาม MOU และนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้ภายในปลายปี 2568

ที่มาของการพัฒนาระบบ FIS ยกระดับตรวจสอบการเงินสู่ดิจิทัล

นายประภาศ อธิบายว่า ในอดีตการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ป.ป.ช. ยังคงต้องอาศัยวิธีการแมนนวล ต้องทำหนังสือขอข้อมูลเป็นรายครั้ง และต้องอาศัยเอกสารกระดาษจำนวนมาก แม้ระบบดังกล่าวจะยังสามารถใช้งานได้ แต่ข้อจำกัดก็ปรากฏชัดเจน โดยเฉพาะความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ธนาคารสามารถสืบค้นได้ย้อนหลังเพียง 1–2 ปี ส่วนข้อมูลที่เก่ากว่านั้นถูกเก็บใน Data Warehouse หรือแม้แต่เทปบันทึก การดึงข้อมูลเหล่านี้ใช้เวลานาน ต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและเทคนิคสูง และบางครั้งยังเกิดความคลาดเคลื่อนเพราะต้องทำงานผ่านหลายขั้นตอน ข้อจำกัดดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระให้แก่ธนาคาร แต่ยังส่งผลต่อความเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบด้วย

ธนาคารเองยังเผชิญกับภาระด้านบุคลากร เนื่องจากต้องตอบสนองต่อคำร้องไม่ใช่เพียงจาก ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ปปง. กรมสรรพากร และหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งต่างก็มีอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้เกิด “คอขวด” ในการทำงาน หลายครั้งธนาคารต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อจัดการคำร้อง ทำให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ความต้องการของหน่วยงานรัฐก็พัฒนามากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลการเคลื่อนไหวในบัญชีเงินฝาก แต่รวมถึงข้อมูลเชิงลึก เช่น สัญญาเงินกู้ หลักฐานการโอนเงิน เอกสารประกอบการทำธุรกรรม ภาพถ่ายยืนยันตัวบุคคล และไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบบแบบเดิมไม่สามารถรองรับหรือจัดเก็บได้อย่างเป็นมาตรฐาน

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายที่บังคับให้ธนาคารต้องเก็บข้อมูลย้อนหลังถึง 5 ปี การเข้าถึงข้อมูลที่เก่ากว่านั้นจึงสร้างความกังวลต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เพราะอาจกระทบต่อ PDPA และความเสี่ยงด้านกฎหมายหากไม่มีกรอบชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล อีกทั้งภายใน ป.ป.ช. เองยังพบปัญหาการร้องขอข้อมูลซ้ำซ้อนจากหลายสำนักหรือหลายฝ่าย ทำให้ธนาคารต้องดำเนินการซ้ำโดยไม่จำเป็น และเสี่ยงต่อความไม่สอดคล้องของข้อมูลที่ส่งให้

จากปัญหาเหล่านี้ ป.ป.ช. และสมาคมธนาคารไทยจึงเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องมี “Template กลาง” เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันสำหรับการรับ–ส่งข้อมูล และลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน กระบวนการออกแบบ Template เริ่มจากการรวบรวมข้อกำหนดและความต้องการจากทุกฝ่าย ทั้ง ป.ป.ช. หน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ และธนาคารพาณิชย์ ก่อนนำมาสังเคราะห์และพัฒนาเป็นรูปแบบกลางที่สามารถใช้งานร่วมกันได้จริง โดยสมาคมธนาคารไทยเข้ามามีบทบาทเป็นศูนย์กลางประสานงาน ทำให้การสื่อสารเป็นเอกภาพ ลดความคลาดเคลื่อน และสร้างกลไกกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับประเทศ

เมื่อได้ร่างรูปแบบที่เป็นมาตรฐานแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการหารือในระดับผู้บริหาร ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 เพื่อแปลงนโยบายให้เชื่อมโยงสู่การปฏิบัติจริง การประชุมเหล่านี้ได้ข้อสรุปสำคัญหลายประการ อาทิ การกำหนดให้ระบบ FIS เป็นช่องทางหลักและมุ่งสู่การทำงานแบบ Paperless ลดการใช้เอกสาร การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลย้อนหลังเกิน 2 ปี โดยธนาคารเสนอให้มีการจัดทำรายชื่อบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อให้สามารถค้นหาได้รวดเร็วขึ้น การขยายประเภทข้อมูลที่ ป.ป.ช. สามารถเข้าถึงให้ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลเงินฝาก เช่น ข้อมูลหนี้สิน บัตรเครดิต ประกันชีวิต และหลักฐานประกอบที่เกี่ยวข้อง การรวมศูนย์การร้องขอข้อมูลเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างฝ่ายภายใน และการผลักดันให้ข้อมูลที่ได้จาก FIS สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในศาล โดยสนับสนุนการใช้ Digital Signature แทนการลงนามด้วยเอกสารแบบเดิม เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา FIS จึงไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการทำงาน กรอบกฎหมาย และกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคธนาคาร และฝ่ายตุลาการ เพื่อยกระดับการตรวจสอบทางการเงินของประเทศให้โปร่งใส รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน และตรวจสอบได้จริงในทุกมิติ ถือเป็นการปูทางให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบในการบังคับใช้กฎหมายและป้องกันการทุจริต

FIS ใกล้เสร็จสมบูรณ์ 90% เตรียมยกเลิกระบบแมนนวลปลายปีนี้

ในการประชุมวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. และสมาคมธนาคารไทยได้รายงานความคืบหน้าโครงการ Financial Information System (FIS) หรือ “Template กลาง” ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานรัฐกับธนาคารพาณิชย์ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาระบบแมนนวลที่อาศัยเอกสารจำนวนมาก ช่วยลดภาระงานเอกสารทั้งฝั่งธนาคารและหน่วยงานของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงินให้รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้จริง

นายประภาศกล่าวว่า ความก้าวหน้าล่าสุดของระบบอยู่ที่กว่า 90% โดยเข้าสู่ขั้นการทดสอบรอบสุดท้ายแล้ว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีเงินฝากที่สามารถทำงานร่วมกับระบบธนาคารพาณิชย์ได้อย่างครบถ้วนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่กำหนดไว้ จะสามารถลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) และนำระบบมาใช้งานจริงได้ภายในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568

เมื่อระบบแล้วเสร็จ การตรวจสอบบัญชีเงินฝากจะสามารถทำได้ในรูปแบบไร้กระดาษ (paperless) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการยกระดับกลไกตรวจสอบและป้องกันการทุจริต

ด้านสมาคมธนาคารไทยเผยความคืบหน้าว่า ข้อมูลที่ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงผ่านระบบ FIS ในระยะแรกประกอบด้วย ข้อมูลบัญชีเงินฝาก (Template 01–02) และ ข้อมูลรายการเดินบัญชี (Template 03–04) โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่านระบบ FIS ที่พัฒนาขึ้นโดยสำนักงาน ป.ป.ช. ปัจจุบันธนาคารสมาชิกได้เข้าร่วมทดสอบระบบแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการประชุมร่วมกันเพื่อยืนยันผลการทดสอบก่อนการนำไปใช้งานจริง

ในเดือนมิถุนายน 2568 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดทำร่าง MOU ว่าด้วยการเชื่อมโยงและรับ-ส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับธนาคาร โดยมีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ หลักการและวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลทางการเงินเพื่อการตรวจสอบและไต่สวน ขอบเขตความร่วมมือในการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดมาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล สิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย การจัดส่งและเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนการกำหนดให้แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเอง เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น ข้อตกลงยังระบุด้วยว่าหากมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติม ต้องดำเนินการเป็นหนังสือและลงนามโดยผู้มีอำนาจของทั้งสองฝ่าย

ปัจจุบันมีธนาคารที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการแล้ว 11 แห่ง ครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์สมาชิกสมาคมธนาคารไทย ธนาคารในสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลาม รวมทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ได้เสนอแก้ไขบางส่วนของร่าง MOU ขณะที่ธนาคารสมาชิกสมาคมนานาชาติยังอยู่ระหว่างการสังเกตการณ์ เนื่องจากปริมาณการร้องขอข้อมูลจาก ป.ป.ช. ไปยังธนาคารกลุ่มนี้ยังมีจำนวนน้อย

ในด้านการจัดเก็บและใช้พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ โครงการ FIS ได้นำมาตรฐาน PDF/A-3 มาใช้ ซึ่งเป็นไฟล์ที่สามารถเก็บข้อมูลดิจิทัลได้ในระยะยาวโดยไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังสามารถแนบไฟล์อื่น ๆ ลงไปได้ในเอกสารเดียว เช่น XML ที่ใช้ในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เอกสารมีทั้งคุณสมบัติในการจัดเก็บและค้นหาได้พร้อมกัน ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ประกาศมาตรฐาน ขมธอ. 3-2560 ผ่านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อรองรับการใช้งาน PDF/A-3 ในการจัดเก็บและส่งข้อมูลภาษีอิเล็กทรอนิกส์กับกรมสรรพากรและคู่ค้า

ขยายสู่หนี้สิน-ผลิตภัณฑ์การเงินอื่น พร้อมกฎหมายคุ้มครองข้อมูล

แม้ในระยะแรก ระบบ FIS จะรองรับเฉพาะการตรวจสอบบัญชีเงินฝาก แต่ นายประภาศ เปิดเผยว่า ป.ป.ช. มีแผนขยายการพัฒนาสู่ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และข้อมูลหนี้สิน เพื่อให้การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการตรวจสอบหนี้สินยังต้องใช้ระบบแมนนวล ผ่านการทำหนังสือขอข้อมูลและการยืนยันจากธนาคารแต่ละแห่ง

ในการประชุมทางวิชาการระหว่างหน่วยงาน ธนาคารหลายแห่งแสดงความพร้อมที่จะให้ข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าหาก ป.ป.ช. ต้องการ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนา Template กลางสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดทำ ตารางความต้องการข้อมูล ส่งให้สมาคมธนาคารไทยแล้ว เพื่อใช้เป็นแนวทางวางแผนขยายระบบ FIS ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และสนับสนุนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบกลางสำหรับข้อมูลด้านหนี้สินและผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ ยังมีความท้าทาย เนื่องจากฐานข้อมูลและรูปแบบผลิตภัณฑ์ของแต่ละธนาคารมีความแตกต่างและซับซ้อน จึงต้องอาศัยเวลาในการหารือและออกแบบมาตรฐานร่วมกันอย่างรอบคอบ

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือคือความกังวลของธนาคารต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงหากต้องเปิดเผยข้อมูลแก่ ป.ป.ช. นายประภาศชี้แจงว่า รัฐบาลได้ออก พระราชกฤษฎีกายกเว้น สำหรับกรณีนี้แล้ว เพื่อให้ธนาคารสามารถส่งมอบข้อมูลได้โดยไม่ถือว่ามีความผิด โดยการยกเว้นดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะบุคคลที่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบตามกฎหมาย ป.ป.ช. ได้แก่ ผู้ยื่นบัญชี คู่สมรสทั้งที่ชอบด้วยกฎหมายและที่อยู่กินฉันสามีภรรยา รวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

นายประภาศยังกล่าวด้วยว่า ป.ป.ช. ตระหนักดีว่าการร้องขอข้อมูลจากธนาคารย่อมก่อให้เกิดต้นทุน ทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน ดังนั้น แนวทางในอนาคตจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการที่ ป.ป.ช. ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และการที่ธนาคารไม่ต้องแบกรับภาระเกินสมควร

ความร่วมมือระหว่าง ป.ป.ช. และสมาคมธนาคารไทยจึงไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบ แต่ยังสร้าง มาตรฐานธรรมาภิบาลระยะยาว และถือเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ” เพราะการมีระบบข้อมูลกลางที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน จะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และความเข้มแข็งให้แก่กลไกตรวจสอบของไทยในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...