520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (6)
บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (6)
ช่วงเวลาที่ว่างเปล่า
การนอนของเราเริ่มมีอุปสรรค ในคุกเปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง “มันช่างจ้าเหลือเกิน” แสงจากหลอด LED 2 หลอดทำงานจนเราสัมผัสถึงคลื่นความร้อนที่กระทบกับผิว การจะหลับแต่ละทีต่อจากนี้เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ
“สิรภพ อาหารเช้า” เป็นประโยคแรกของเช้าวันที่สองภายในเรือนจำ
“อะไรนะครับ?” เราถามกลับไปพร้อมสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น (ตาอีกข้างยังปิดอยู่เลย)
“งงอะไรน้อง อาหารเช้าของเอ็งไง” พี่ผู้ช่วยจากร้านค้าตอบกลับมาด้วยท่าทางหงุดหงิด
เราที่ลุกไปหยิบกล่องอาหารเช้า ในนั้นมีโบโลน่า ไส้กรอก ไข่ดาว ครัวซองต์ และผักกรีนโอ๊กเขียวขมใบหนึ่งรองเป็นฐาน แต่จังหวะนี้เราไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไรลงแล้ว ได้แต่เอาไปวางไว้หัวนอนก่อนฟุบลงนอนต่อ
“เออๆ พวกเอ็งก็เตรียมตัวด้วย ตอนสายๆ เดี๋ยวมาตามมีทำนิ้วร้านค้า” ผู้ช่วยคนเดิมพูดเสียงดังแจ้งทุกคนในห้องที่กำลังแจกจ่ายถุงข้าวหลวงกัน
แม้จะเอียงหูรับสารมาด้วยความงุนงง แต่เราก็เลือกเก็บความสงสัยนี้ไปถามพระอินทร์ต่อในฝันพร้อมหลับตาลง
“มาพบกันอีกครั้งในรายการ What’s up 29” เสียงรายการทีวีเหนือหัวปลุกเรา
“9 โมงกว่าแล้วหรอเนี่ย” เราคิดหลังจากถามพี่ไก่ว่ากี่โมงแล้ว เราเลยลุกไปบล็อกทำธุระ พลางคิดและสงสัยในเรื่องที่คาใจก่อนหน้า ระหว่างทำกิจก็นึกได้ว่าในห้องมี “น้าโอ๊ต” เคยติดมาก่อนคงมีคำตอบให้ เมื่อแล้วเสร็จเราเลยเดินตรงไปหาน้าโอ๊ต
น้าโอ๊ตเป็นเสี่ยเจ้าของเต็นท์รถ ก่อนหน้าแกโดน พ.ร.บ.เช็ค เข้ามาอยู่หลายเดือนก่อนได้ประกันตัวออกไป และในครั้งนี้ก็คดีแกพิพากษาแล้ว เลยอยู่ระหว่างประกันตัว
“ทำนิ้วร้านค้าคืออะไรหรอครับ?” เราเปิดประเด็นโดยไม่รีรอ
“ทำนิ้วหรอขนุน อ่อๆ คือในนี้เวลาเขาจะซื้ออะไร ต้องใช้นิ้วกดที่ร้านค้าสงเคราะห์ จะซื้อได้ต้องทำนิ้วก่อน ลงทะเบียนระบบร้านค้ากลางอะ” น้าโอ๊ตอธิบายพร้อมตั้งรับรอเราถามต่อ
“งั้นแสดงว่าเราจะซื้ออะไรเองก็ได้สิ แล้วร้านอยู่ตรงไหนครับ มีอะไรในร้านบ้าง” เรายิงคำถามรัวๆ
“มีทุกอย่างพวกข้าวของเครื่องใช้ สั่งอาหาร แต่ต้องมีเงินในบัญชีนะ ที่ญาติจะส่งมาให้ถึงจะกดซื้อได้ และก็อีกอย่าง ในหนึ่งวันเรากดได้แค่ 500 บาท เวลาจะซื้ออะไรคิดให้ดีๆ อย่าให้ใครเขาหลอกเอาล่ะ” แกอธิบายพร้อมให้คำแนะนำที่แสนดีกับเรา เพราะอนาคตเราจะเจอเรื่องที่โดนคนเข้ามาข่มให้ซื้อของด้วย
“ขอบคุณครับน้าโอ๊ต แสดงว่าวันนี้ได้แต่ไปทำสินะ เพราะยังไม่มีใครติดต่อผมมาเลย” เราพูดพร้อมความรู้สึกน้อยใจที่ถึงวันนี้แล้วทุกอย่างยังคงเงียบอยู่
“ใครไม่ติดต่อ เขาซื้ออาหารเช้าให้เอ็งแล้วไง ลองดูที่ใบเสร็จสิว่าใครซื้อให้” แกพูดขึ้นพร้อมมองไปทางกล่องอาหารเช้าของเรา
เราจึงเอี้ยวตัวหันกลับไปดูกล่องอาหารเช้าของเรา มีใบเสร็จจริงด้วย “นาง… ชื่อแม่ผมนิครับ แสดงว่าเขามาแล้ว” แม้เราจะใจชื้นขึ้นมา แต่อีกความคิดก็แทรกขึ้นมาเช่นเดียวกัน “เขาจะรู้มั้ยว่าผมต้องกักตัวแล้วเยี่ยมญาติไม่ได้” “ผลประกันเป็นไงบ้าง” หรือ “ทำไมยังไม่มีทนายมาอีก”
ความคิดวิตกเริ่มตีกันในหัวอีกครั้ง
“ห้อง 23 เตรียมตัวนะ เดี๋ยวไปทำนิ้วกันที่หน้าร้านค้า ออกมาแล้วก็ให้เดินไปเป็นแถว ตามเส้นสีแดง เราจะไปรายงานตัวที่หน้าที่ทำการแดน ก่อนไปทำนิ้ว ระหว่างรายงานจะมีเช็กยอด ให้ยกมือขึ้นให้สุดแล้วพูดเลขของตัวเอง เดี๋ยวสิบนาทีมารับ” พี่แซมมาแจ้งให้ทุกคนในห้อง แม้บางคนโดยเฉพาะแก๊งคอลายที่น็อกยาสลบมาถึงตอนนี้
เมื่อเวลามาถึง พี่แซมมาพร้อมกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งที่มือหนึ่งถือพวงกุญแจหลายสิบดอกมาไขประตู เสียงสนิมที่ทำประตูเหล็กบานใหญ่ฝืดดังขึ้น “เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด…” พี่เล็กที่เป็นหัวหน้าห้องจึงเริ่มทำหน้าที่เรียกทุกคนให้ออกมาเรียงแถวหน้าห้อง ก่อนพี่แซมจะนำทางเราไปตามเส้นสีแดง
“กระผม ข.ช.สมชาย ขออนุญาตพาผู้ต้องขังลงทะเบียนร้านค้าสงเคราะห์จำนวน 15 คน หัวแถวนับ” พี่แซมนำรายงานตัว ที่ซึ่งตรงหน้าเป็นแค่ที่ว่างๆ ไม่มีผู้คุม ไม่มีใครนอกจากประตูและพื้นที่ว่างเปล่า เราได้แต่คิดและสงสัยว่า “รายงานให้ใครฟังวะ” ก่อนตามมาด้วยเสียงนับ 1 2 3 4 5 … จนถึงตาเรานับ 6
“ทั้งไอแดดจะแผดเผาให้พุพอง จะชอกช้ำคล้ำเป็นหนองลงลามไหล” เราคิดในใจถึงบทอาขยานมหาเวสสันดรชาดกที่โดนบังคับให้ท่องสมัย ม.5 ที่กล่าวถึง กัณหากับชาลี ที่ถูกชูชกพาตัวไป ต้องเดินบนพื้นร้อนฉ่าด้วยเท้าเปล่า หลังพระเวสสันดรยกทั้งสองให้ชูชกไป สภาพเหมือนกับทุกคนในตอนนี้ที่เท้าเหยียบบนพื้นปูนสีเขียวเงางามกับแดดช่วง 10 โมง ในฤดูร้อน แค่เท้าสัมผัสลงก็ร้อนจะตายแล้ว แต่เราต้องยืนนิ่งๆ ระหว่างรายงานตัว แต่ก็บ่นอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ขยับยกซ้ายที ขวาที ก่อนเร่งฝีเท้าไปให้ถึงสุดทางโดยเร็ว
“ต่อแถวรอตรงนี้ห้ามขยับไปไหน จนกว่าเขาจะเรียก นี้เป็นคำสั่ง” พี่แซมพูดก่อนเดินไปทางอื่น ตอนนี้พวกเราอยู่บริเวณใต้ถุนของเรือนนอน ร้านค้าสงเคราะห์เป็นห้องข้างบันไดขึ้นเรือนนอนและถัดออกไปเป็นห้องคอนเฟอเรนซ์ที่มีจอคอมตั้งเป็นล็อกพร้อมหูฟัง ให้คุยกับญาติออนไลน์และทนายความที่มาเยี่ยมจากหน้าเรือนจำ
“คนแรกมา” ผู้ช่วยร้านค้าพูดผ่านไมค์ออกมา พี่เล็กจึงได้เป็นคนแรกที่ได้ทำนิ้ว
กระบวนการคือ เขาจะถามชื่อและคดี ก่อนจะให้ถ่ายรูปลงทะเบียน และที่ไฮเทคมากคือ “การสแกนนิ้ว” ใครจะไปคิด ข้างนอกมี QR Code ข้างในสะดวกกว่าใช้แค่นิ้ว โดยเขาจะให้เราเลือกนิ้วที่ถนัดที่สุดสแกน ยกขึ้น ยกลง ไปจนกว่าเขาจะพอใจ ก่อนเขาจะยื่นกระดาษแข็งสีชมพูให้แล้วพูดว่า “เซ็นบุ๊กด้วย” แล้วก็จบกระบวนการ พร้อมเรียกคนต่อไปวนไป
ขอขยายความหน่อย “บุ๊ก” ที่ว่าคือสมุดบัญชีที่ลงรายรับรายจ่ายในทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก หลักการคือร้านค้าจะเขียนยอดเงินคงเหลือ แล้วเราเซ็นรับรอง โดยขั้นสุดท้ายของแต่ละเดือนก็จะมีผู้คุมมาตรวจและเซ็นรับรองอีกที (ซึ่งในความจริงลืมบ้าง แต่ก็ต้องทำให้ครบย้อนหลัง) มันเป็นระบบบัญชียุคดึกดําบรรพ์อะนะ ถึงในตอนนี้จะมีโปรแกรมร้านค้าที่มีการบันทึกประวัติการใช้จ่ายของทุกบัญชี ซึ่งเป็นระบบปิดหลายสิบล้านของเรือนจำแล้วก็ตาม เขาก็ยังใช้วิธีนี้ต่ออยู่ดี “อัตโนมือ”
ไอ้เราก็รอไปเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงตาตัวเอง ด้วยความอยากใส่ใจ เราจึงสำรวจพื้นที่รอบๆ ด้วยสายตา มองไปในร้านค้าแม้จะมีซี่กรงบังอยู่ แต่ก็พอเห็นว่าข้างในมีอะไรและข้างบนก็มีป้ายรายการสินค้าด้วย เป็นร้อยอย่าง
ส่วนข้างหลังเราเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือเยอะมากๆ เลยออกไปเป็นลานรูปปั้นพระ ข้างหลังมีที่ตากผ้า หีบเพลงเต็มเลย
ที่ตลกคือทางมาร้านค้าสามารถเดินในร่มได้โดยไม่ต้องตากแดด แต่ระเบียบติ๊งต๊องกำหนดไว้ กลายเป็นต้องไปทรมานเดินเท้าเปล่าแบบนั้น
จนพี่แซมเดินผ่านเราก็ถาม “ขอยืมหนังสือได้มั้ยครับ” แกก็บอกว่า “ไม่ได้ ต้องขออนุญาตพี่ (ผู้คุม) ก่อน” ก่อนแกจะเดินจากไปอีกครั้ง ปล่อยเราให้นั่งเปื่อยไปอีกนานกว่าทุกคนจะแล้วเสร็จ
“อ้าวๆ เรียบร้อยแล้วมาต่อแถว อย่าคุยกับคนอื่น (มีอีกห้องมาต่อทำนิ้ว) นับยอดก่อนแล้วเดินเป็นแถวไปที่ทำการแดนรายงานเหมือนเดิม” พี่แซมที่เดินกลับมาหลังมีผู้ช่วยร้านค้าไปตาม เราทุกคนก็ต้องเดินวนซ้ำ พูดแบบเดิม เพื่อกลับเข้าห้อง พอถึงห้องแล้วก็ต้องเช็กยอดอีกนะ
คือเช็กแล้วเช็กอีกอะ
“ตึ้งงง” เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมเสียง “กริ๊งๆ ไขล็อกกุญแจ” เป็นเสียงที่หมายความว่าอิสรภาพเล็กๆ ของเราถูกจำกัดอีกแล้ว ทำได้แค่นอนเปื่อยๆ คุยกับคนในห้องให้ผ่านไปอีกวัน
ระหว่างที่ว่างทำให้เรานึกได้ถึง “สกุลเงินในคุก” เราเคยคุยกับพี่กวิ้น (พริษฐ์ ชิวารักษ์) ถึงเรื่องนี้ แกเล่าให้ฟังว่า “ตอนที่อยู่เขาใช้นมกับกาแฟแลกกัน อัตราอยู่ที่แต่ละแดนกำหนด มีระบบเงินของมัน” และด้วยความสงสัยนี้เอง ก็พาเราไปจบที่พี่โอ๊ตเหมือนเดิม
“หมายถึงแลกของในคุกหรอ” แกพูดทวนคำถามหลังจากที่เราลุกไปคุยกับแกเลยหลังจากคิด
“อย่างที่หนุนเข้าใจแหละ อัตราขึ้นอยู่แต่ละแดน อย่างบางแดนแลคตาซอย 10 บาท และกาแฟฟอย 100 บาท ในราคาแลก มันไม่มีอะไรตายตัวอยู่ที่ความพึงพอใจ อย่างจะซื้อกับข้าว แกง 1 ข้าว 1 ราคาอาจแค่ 60 บาท แต่ถ้าจะแลกก็เท่ากับหนึ่งฟอยหรือ 100 บาท” น้าโอ๊ตอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
“แต่ต้องเข้าใจก่อน ไม่ใช่ทุกคนจะญาติถึงหรือมีเงิน ถึงเรือนจำจะมีกฎห้ามแลกของ แต่ใครทำตามกันละ บางคนทำงาน นวด ซักผ้า ล้างจาน เพื่อได้ฟอยมาแลกซื้อของใช้เขา คนมันต้องอยู่ต้องกิน มันพึ่งพากัน คนมีก็ตัดนิ้วแลกคนมีฟอย ฟอยเอาไปจ้างงานคนอยากได้วนไป ยอดตามที่ตกลงกัน อยู่กับการต่อรองกันจริงๆ”
ศัพท์ใหม่มาเต็มเลย “ฟอย” “ยอด/ตัดนิ้ว” “ญาติถึง” นี้หรอภาษาคุก ไม่เห็นเหมือนในยูทูบเลย
“ขอเซ็ตหย่อ สูดต่อ ซูดผ่อ สี่หม่อ สองห่อ ใส่ไข่” by. ต๊ะ ยมทูต (R.I.P.)
ด้วยความขี้ใส่ใจของเรา จึงถามต่อไปอีก ก็ทำไงได้เราเรียนมาตั้งแต่ตรีถึงโท อาจารย์สอนเสมอ “เรียนรัฐศาสตร์ ต้องรู้จักตั้งคำถาม” น้าโอ๊ตที่พอจะรู้ตัวว่าเราถามต่อแน่ก็ชิงพูดตัดหน้าเราว่า “สงสัยอะไรอีก”
“เอ้ คำว่า ‘ฟอย’ ‘ตัดนิ้ว’ ‘ยอด’ ‘ญาติถึง’ แปลว่าอะไรครับ” เราถามต่อ
“โอเคร งั้นทีละคำนะ” น้าโอ๊ตพูดก่อนค่อยๆ อธิบาย
“‘ฟอย’ หมายถึงกาแฟห่อในนี้ยังไม่มีเข้าไปจะเข้าใจ ราคา 120 บาท แต่เวลาแลกเหลือแค่ 100 บาท
‘ตัดนิ้ว/ยอด’ เวลาเราซื้อของต้องสแกนนิ้วไง เสร็จเงินก็จะตัดเลยเรียกตัดนิ้ว ส่วนยอดคือยอดเงินที่ตัดไป
‘ญาติถึง’ คือพวกที่มีญาติมาเยี่ยม ซื้อของมาให้ อย่างเอ็งคือญาติถึง อย่าไปคิดมาก” แกทิ้งท้าย
เราที่หมดข้อสงสัยก็กลับไปนั่งที่เดิมพร้อมเล่าที่ไปคุยมาให้พี่ไก่และโอริเวอร์ฟัง ระหว่างนั้นก็มีชื่อเราถูกขานเรียกจากลำโพงแดนว่า “ผู้ที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ติดต่อรับของจากร้านค้าสงเคราะห์ 1. 2. 3. … สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ” ไม่นานก็มีผู้ช่วยมาเปิดประตูพาเราไปหน้าร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ต้องเดินอ้อมสนามแล้ว เรานั่งรอก่อนมีผู้ช่วยยื่นถุงมาให้เราตรวจของ “ของที่ไม่ให้เอาเข้าแยกไว้แล้ว วันจำแนกถึงจะคืน” แกพูดดักทางไว้ ก่อนพาเรากลับไปที่ห้องเดิม ในถุงมีน้ำ อาหาร และสมุดปากกา อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เบื่อมากไปกว่านี้ละ
เรานั่งคุยเล่นกับพี่ไก่และโอริเวอร์จนหมดวัน แม้ในใจจะรู้สึกเศร้าที่ “เป็นอีกวันที่ไม่มีใครมาหา” ถึงจะมีของมาส่ง ถึงจะได้เห็นลายมือชื่อแม่เรา แต่มันก็ไม่เทียบเท่ากับการได้พบได้คุยกับใครบางคนที่รู้จัก
เราที่ว่างจึงหยิบปากกามาวาดรูปในห้องด้วยสกิลวาดเท่าเด็ก ป.6 ก่อนจะคิดไรไปพลาง
“เมื่อไหร่ผลประกันจะออกนะช้าจังเลย” ก่อนเราจะหลับไปด้วยความกระวนกระวายใจ และท้องที่ไม่ได้กินอะไรมาวันที่สอง
“หวังว่าวันพรุ่งนี้จะมีข่าวดีนะ…”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (6)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly