โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดตำนาน "โอคิคุ" ตุ๊กตาเด็กหญิงผมยาว วิทยาศาสตร์อธิบายปริศนา ตุ๊กตาผมยาวเองได้ยังไง?

sanook.com

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ตำนาน “ตุ๊กตาโอคิคุ” ปริศนาตุ๊กตาผมยาวแห่งญี่ปุ่น วิญญาณเด็กหญิงยังอยู่ในนั้นจริงหรือ?

ตำนาน “ตุ๊กตาโอคิคุ” ปริศนาตุ๊กตาผมยาวแห่งญี่ปุ่น วิญญาณเด็กหญิงยังอยู่ในนั้นจริงหรือ?

ภายในวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด มีตุ๊กตาญี่ปุ่นตัวเล็กสวมกิโมโนถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจก ใบหน้าของมันดูสงบนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปข้างหน้า และมีเส้นผมสีดำยาวลงมาจากศีรษะ

สิ่งที่ทำให้ตุ๊กตาตัวนี้ไม่เหมือนตุ๊กตาทั่วไป คือคำบอกเล่าที่ว่า เดิมทีมันมีผมทรงบ๊อบสั้น แต่หลังเจ้าของตัวน้อยเสียชีวิต เส้นผมกลับค่อย ๆ ยาวขึ้นราวกับยังมีชีวิต จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานลี้ลับที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น

ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อว่า “โอคิคุ” หรือ “โอคิคุ นิงเงียว” ตุ๊กตาผมยาวซึ่งถูกเก็บรักษาอยู่ที่วัดมันเนนจิ เมืองอิวะมิซาวะ จังหวัดฮอกไกโด และยังคงดึงดูดผู้สนใจเรื่องราวลี้ลับมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากของขวัญของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ

เรื่องราวที่แพร่หลายที่สุดเริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1918 เมื่อ เอคิจิ ซูซูกิ เด็กหนุ่มวัย 17 ปี เดินทางไปยังงานแสดงสินค้าที่ซัปโปโร ก่อนซื้อตุ๊กตาญี่ปุ่นผมบ๊อบตัวหนึ่งกลับมาเป็นของฝากให้ คิคุโกะ น้องสาววัยประมาณ 3 ขวบ

คิคุโกะหลงรักตุ๊กตาตัวใหม่อย่างมาก เธอพามันไปเล่นด้วยแทบทุกแห่ง และมีเรื่องเล่าว่าเด็กหญิงถึงกับนำตุ๊กตาไปนอนด้วยข้างกายในทุกคืน สำหรับเธอแล้ว มันอาจไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่เป็นเหมือนเพื่อนตัวน้อยที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา

ทว่าความสุขของครอบครัวซูซูกิอยู่ได้ไม่นาน ในเดือนมกราคมปีถัดมา คิคุโกะล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 3 ขวบ ครอบครัวตั้งใจจะนำตุ๊กตาที่เธอรักใส่ลงไปในโลงด้วย แต่ตามเรื่องเล่า พวกเขากลับลืมตุ๊กตาไว้ที่บ้านและเพิ่งนึกขึ้นได้หลังพิธีเคลื่อนศพผ่านไปแล้ว

ครอบครัวจึงนำตุ๊กตาไปตั้งไว้ใกล้โกศกระดูกและแท่นบูชาประจำบ้าน เพื่อใช้เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำ พร้อมเรียกมันตามชื่อเด็กหญิงว่า “โอคิคุ” ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียกชื่อ “คิคุโกะ” อย่างให้เกียรติในภาษาญี่ปุ่น

จากผมบ๊อบสั้น กลับยาวลงมาถึงหัวไหล่

หลังเวลาผ่านไป สมาชิกในครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ตุ๊กตาซึ่งเคยมีผมสั้นแบบเด็กญี่ปุ่นในยุคนั้น กลับดูเหมือนมีเส้นผมยาวขึ้นทีละน้อย จนเส้นผมเริ่มปกคลุมใบหูและลงมาถึงบริเวณหัวไหล่

สำหรับครอบครัวที่ยังคงโศกเศร้ากับการจากไปของคิคุโกะ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พวกเขาเชื่อว่า วิญญาณของเด็กหญิงอาจยังผูกพันอยู่กับตุ๊กตาที่เธอรัก และเส้นผมที่ยาวขึ้นคือสัญญาณว่าเธอยังไม่ได้จากครอบครัวไปอย่างสมบูรณ์

เรื่องเล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงตุ๊กตาที่ออกอาละวาด ทำร้ายผู้คน หรือเคลื่อนไหวในยามค่ำคืนเหมือนตำนานตุ๊กตาต้องคำสาปหลายเรื่อง ความน่ากลัวของโอคิคุจึงไม่ได้มาจากความรุนแรง แต่เกิดจากคำถามง่าย ๆ ที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า “เหตุใดเส้นผมของสิ่งไม่มีชีวิตจึงดูเหมือนยาวขึ้นได้?”

ครอบครัวย้ายออกจากฮอกไกโด ฝากตุ๊กตาไว้กับวัด

ในปี ค.ศ. 1938 ครอบครัวซูซูกิต้องย้ายไปยังเกาะซาฮาลิน หรือคาราฟูโตะในชื่อที่ญี่ปุ่นใช้ในเวลานั้น แต่ไม่สะดวกนำตุ๊กตาไปด้วย จึงนำโอคิคุไปฝากไว้ที่ วัดมันเนนจิ ซึ่งเป็นวัดพุทธในพื้นที่คุริซาวะ ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองอิวะมิซาวะ จังหวัดฮอกไกโด

ภายหลังสงคราม ครอบครัวเดินทางกลับมาที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศให้คิคุโกะ และมีเรื่องเล่าว่า พวกเขาพบว่าเส้นผมของตุ๊กตายาวกว่าเดิมอีก จึงตัดสินใจมอบตุ๊กตาให้วัดดูแลและประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลให้เด็กหญิงอย่างถาวร

นับแต่นั้น โอคิคุจึงถูกเก็บรักษาอยู่ภายในวัด และกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “ตุ๊กตาผมยาวแห่งมันเนนจิ” ผู้มาเยือนบางส่วนเดินทางไปด้วยความอยากพิสูจน์เรื่องลี้ลับ ขณะที่อีกหลายคนมองตุ๊กตาตัวนี้ในฐานะสิ่งแทนใจของครอบครัวที่สูญเสียเด็กหญิงอันเป็นที่รัก

พระต้องตัดผมให้ตุ๊กตาจริงหรือไม่?

หนึ่งในรายละเอียดที่ถูกเล่าต่อกันมากที่สุดคือ พระภายในวัดต้องคอยตัดแต่งเส้นผมของโอคิคุ เพราะเมื่อปล่อยไว้นาน เส้นผมจะยาวลงมาเรื่อย ๆ บางเรื่องเล่ายังกล่าวว่า ผมเคยยาวลงไปถึงช่วงเอวหรือหัวเข่า ก่อนจะถูกตัดกลับให้สั้นลง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องความยาว ตำแหน่งที่เส้นผมเคยยาวถึง และความถี่ในการตัดแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่ง บางแหล่งระบุเพียงว่า ผมจากเดิมที่เป็นทรงบ๊อบยาวลงมาถึงใต้หัวไหล่ จึงควรมองรายละเอียดเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของตำนาน มากกว่าจะถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบ

ผมของโอคิคุเคยถูกตรวจว่าเป็นเส้นผมมนุษย์จริงหรือ?

เรื่องเล่าบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากระบุว่า เส้นผมของโอคิคุเคยถูกนักวิทยาศาสตร์นำไปตรวจ และพบว่าเป็นเส้นผมของเด็ก อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบเอกสารการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการหรือรายงานวิจัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถยืนยันว่าตุ๊กตามีเส้นผมงอกขึ้นเองจริง

แต่จากการที่มีผู้ศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่าตุ๊กตาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมบางชนิดจะใช้เส้นผมมนุษย์ในการทำวิกอยู่แล้ว การที่เส้นผมดูยาวขึ้นจึงอาจมีคำอธิบายหลายอย่าง เช่น เส้นผมที่ยึดอยู่ภายในศีรษะค่อย ๆ เลื่อนออกมา วัสดุที่ใช้ยึดเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือการจัดทรงและความชื้นทำให้ความยาวที่มองเห็นเปลี่ยนไป

แต่เนื่องจากตัวตุ๊กตาไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบอย่างเป็นระบบ คำอธิบายเหล่านี้จึงยังเป็นเพียงสมมติฐาน เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณที่ไม่สามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้จากเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว

ตำนานโอคิคุมีมากกว่าหนึ่งเวอร์ชัน

แม้เรื่องราวของเอคิจิและคิคุโกะจะเป็นเวอร์ชันที่ถูกเล่ากันอย่างแพร่หลายที่สุด แต่การตรวจสอบเรื่องเล่าเก่าในสื่อญี่ปุ่นพบว่า รายละเอียดบางอย่างเคยแตกต่างออกไป เช่น ปีที่ตุ๊กตาถูกนำไปฝากวัด ชื่อของเด็กหญิง และผู้ที่พบว่าเส้นผมยาวขึ้น

รายงานเกี่ยวกับประวัติเรื่องเล่าระบุว่า บทความนิตยสารญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960 เคยใช้ชื่อเด็กหญิงว่า “คิโยโกะ” และบอกว่าตุ๊กตาถูกนำมาฝากวัดในเวลาที่ช้ากว่าเรื่องเล่าปัจจุบันหลายปี ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า ตำนานโอคิคุอาจถูกเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนมาตลอดหลายสิบปี

นี่เป็นลักษณะสำคัญของตำนานเมือง เมื่อเรื่องราวถูกบอกต่อจากครอบครัวสู่วัด จากวัดไปสู่สื่อ และจากสื่อญี่ปุ่นไปยังผู้ชมทั่วโลก รายละเอียดบางส่วนอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่แก่นของเรื่องยังคงเดิม นั่นคือความผูกพันระหว่างเด็กหญิงผู้จากไปกับตุ๊กตาที่เธอรักที่สุด

ทำไมตุ๊กตาโอคิคุจึงน่ากลัว ทั้งที่ไม่เคยทำร้ายใคร?

ความน่าขนลุกของโอคิคุอาจเกิดจากสิ่งที่นักเล่าเรื่องสยองขวัญใช้กันมานาน นั่นคือการนำสิ่งที่ควรอยู่นิ่งและไร้ชีวิตมาแสดงลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิต ตุ๊กตามีรูปร่างคล้ายมนุษย์อยู่แล้ว เมื่อมีคำบอกเล่าว่าเส้นผมยาวขึ้น ความรู้สึกคุ้นเคยจึงกลายเป็นความไม่สบายใจในทันที

อีกด้านหนึ่ง เรื่องของโอคิคุไม่ใช่เพียงตำนานผี แต่เป็นเรื่องของความสูญเสีย ครอบครัวที่ไม่อาจนำตุ๊กตาไปพร้อมกับเด็กหญิงได้ จึงเก็บมันไว้เป็นตัวแทนของเธอ เมื่อผมของตุ๊กตาดูเปลี่ยนไป ความเศร้าและความคิดถึงจึงค่อย ๆ ถูกตีความเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงไม่ได้มองโอคิคุเป็นตุ๊กตาต้องคำสาป แต่เป็นของรักที่ครอบครัวนำมาฝากไว้กับวัด เพื่อให้วิญญาณของเด็กหญิงได้รับการดูแลและระลึกถึงอย่างสงบ

สรุป ตุ๊กตาผมยาวที่ยังคงทิ้งคำถามมานานกว่าศตวรรษ

ตำนานโอคิคุเริ่มต้นจากตุ๊กตาญี่ปุ่นธรรมดาที่พี่ชายซื้อให้น้องสาวในปี ค.ศ. 1918 หลังเด็กหญิงเสียชีวิต ครอบครัวนำตุ๊กตาไปตั้งไว้บนแท่นบูชา ก่อนสังเกตว่าเส้นผมซึ่งเคยสั้นดูเหมือนจะค่อย ๆ ยาวขึ้น และนำไปฝากไว้ที่วัดมันเนนจิในเวลาต่อมา

จนถึงวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะและยืนยันว่าเส้นผมของโอคิคุงอกได้เหมือนเส้นผมของมนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องเล่าก็ยังไม่เคยหายไปจากความทรงจำของผู้คน

บางที สิ่งที่ทำให้โอคิคุอยู่รอดมาได้นานกว่าร้อยปี อาจไม่ใช่เพราะตุ๊กตามีวิญญาณสิงอยู่จริง แต่อาจเป็นเพราะความรัก ความสูญเสีย และคำถามที่มนุษย์ยังไม่พร้อมจะปล่อยให้มีคำตอบเพียงแบบเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...