โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP เตือนไทยหมดยุคเกินดุล พลิกเข้าสู่ ” ขาดดุล ” ระยะยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 มิถุนายน 2569 เวลา 21.36 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.พิพัฒน์ KKP ชี้โครงสร้างไทยกำลังเปลี่ยนทิศ ส่อ " ขาดดุล บัญชีเดินสะพัด" ระยะยาว แนะถอดบทเรียน "อินโดนีเซีย" สะท้อนวินัยการคลังสำคัญกว่าประชานิยม

8 มิ.ย.2569 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เป็นส่วนประกอบหลักของดุลการชำระเงิน ซึ่งบันทึกกระแสเงินทุนไหลเข้า-ไหลออกประเทศจากการซื้อขายสินค้า (ดุลการค้า) การบริการ (ดุลบริการ เช่น การท่องเที่ยว ค่านำเข้าบริการดิจิทัลต่างๆ) รวมถึงรายได้จากการไปลงทุน

“ทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างเงินออมและการลงทุนของประเทศ (Investment-Saving Gap) หากประเทศใดเกินดุล แปลว่ามีเงินออมมากกว่าการลงทุนในประเทศ แต่หากเริ่ม ขาดดุล หมายความว่าประเทศนั้นๆ จำเป็นต้องพึ่งพาและดึงเงินออมจากต่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อน”

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) ที่จากอดีตที่ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่พึ่งพาการ “เกินดุลบัญชีเดินสะพัด” ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

แต่ในปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจนเข้าสู่ภาวะ ขาดดุล บัญชีเดินสะพัดในระยะยาว หรือมีการเกินดุลที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และเสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทย.

หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2014 – 2018 ประเทศไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8% – 10% ของ GDP จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ประกอบกับการเกินดุลการค้าที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องเข้าดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป

แต่หลังจากวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบนักท่องเที่ยวหายไป ทำให้ไทยต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปช่วงหนึ่ง แม้การท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัวกลับมา แต่โครงสร้างภายในได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยไทยจะไม่สามารถกลับไปเกินดุลในระดับสูงอย่างในอดีตได้อีกต่อไป และจะเห็นการเกินดุลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจนมีโอกาสไหลไปสู่การขาดดุลเล็กน้อยในระยะยาว

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวจากปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว ทั้งความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าหรือเกินดุลลดลงในกลุ่มสินค้าหลัก เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

ขณะที่ดุลบริการซบเซา แต่มีรายจ่ายดิจิทัลพุ่ง เพรา ถึงแม้จะมีรายรับจากการท่องเที่ยวเข้ามาจุนเจือ แต่ดุลบริการด้านอื่นๆ กลับติดลบอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีการจ่ายเงินออกนอกประเทศในระดับที่สูงมาก เช่น ค่านำเข้าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Charges) ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน รวมถึงการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Netflix, YouTube, TikTok

ไทยการขาดดุลการคลังเรื้อรัง ภาคการคลังของไทยมีการขาดดุลสะสมต่อเนื่องเฉลี่ยราว 4% ของ GDP ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวฉุดและดึงให้แนวโน้มของดุลบัญชีเดินสะพัดภาพรวมลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ดีสัญญาณการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากแนวโน้มการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และแผนการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานหรืออุตสาหกรรมใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จำเป็นต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบปริมาณมาก ส่งผลให้เงินทุนไหลออกและทำให้ดุลการค้าลดลงในระยะแรก

ผลกระทบต่อ “ดอกเบี้ย - ค่าเงินบาท - นโยบาย”

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลมหาศาล ไปสู่ภาวะขาดดุลหรือเกินดุลน้อยลง จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทย ในด้านทิศทางค่าเงินบาท โดยค่าเงินบาทจะไม่มีลักษณะการแข็งค่าด้านเดียวเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยโครงสร้างใหม่นี้จะสร้างแรงกดดันให้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากเงินบาทอ่อนค่าลงจริงก็จะกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมทำให้สินค้านำเข้าและราคาน้ำมันแพงขึ้น จนส่งผ่านกลายเป็นเงินเฟ้อในประเทศได้

ส่วนผลต่ออัตราดอกเบี้ย ที่ในอดีตไทยมีเสถียรภาพแข็งแกร่งจนสามารถดำเนินนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมากๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลแรงกดดันจากภายนอก แต่เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มติดลบ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลออกรุนแรง

นอกจากนี้ความยืดหยุ่นในการทำนโยบายลดลง ซึ่งบทเรียนสำคัญจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ในช่วงปี 2012–2013 ที่เคยพลิกจากประเทศเกินดุลมาเป็นขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการใช้นโยบายประชานิยมอุดหนุนราคาพลังงานที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน จนส่งผลให้ค่าเงินร่วงลงอย่างรุนแรง เป็น CAS in point ที่เตือนใจว่า ประเทศไทยไม่ได้มีพื้นที่ที่จะทำนโยบายโดยไม่ต้องใส่ใจปัจจัยตลาดโลกได้อีกต่อไป การดำเนินนโยบายในอนาคตจำเป็นต้องรอบคอบและเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินเป็นสำคัญ

แม้ตัวเลขประมาณการในระยะสั้น เช่น ไตรมาส 2 อาจเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปรับตัวลดลงหรือขาดดุลราว 2% ของ GDP แต่สถานการณ์ปัจจุบันของไทยยังไม่ได้น่ากังวลถึงขั้นวิกฤต เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7% – 8% ของ GDP และระดับความน่ากังวลในระดับอันตรายจะอยู่ที่ราวๆ 3% – 5% ของ GDP ขึ้นไป แต่ต้องมีความตื่นตัวในเรื่องนี้

“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ทิศทางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของไทยกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน ทั้งภาคการคลังและธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับมุมมอง และหันมาบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเสถียรภาพด้านต่างประเทศอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้จุดแข็งด้านเสถียรภาพที่ไทยเคยมีต้องหมดไปอย่างรวดเร็ว”

Perfect storm ถล่มอินโดนีเซีย: เมื่อนโยบายไม่เกรงใจตลาด เสถียรภาพที่สร้างมาเป็นทศวรรษก็พังได้ในพริบตา

ดร.พิพัฒน์ ระบุผ่านเฟสบุ๊คในวันเดียวกันว่า ช่วง 2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มจากเพื่อนบ้านเราอย่าง "อินโดนีเซีย" ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน

เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

1.ตลาดตื่นตระหนก: สรุปความยับเยินของ "หุ้น-ค่าเงิน-ดอกเบี้ย" ในช่วง 3 เดือน

อินโดนีเซียที่เคยเป็น "เค้กชิ้นโต" เนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติ เจอกลไกตลาดกระหน่ำลงโทษ อย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา:

ค่าเงินรูเปียะ อ่อนค่าฮวบฮาบทะลุกรอบจิตวิทยาอย่างไร้แรงต้าน จากเดือนมีนาคมที่อยู่ราว 16,985 รูปิยาห์/ดอลลาร์ ล่าสุดดิ่งทะลุ 18,020 รูปิยาห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติอ่อนสุดต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นดิ่งเหว (JCI): ระหว่างที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำ all time highs กัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เผชิญแรงเทขายจากต่างชาติ อย่างหนักหน่วง เฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวดัชนีทรุดลงไปถึง 11.92% และล่าสุดดิ่งกระแทกพื้น ลดลง 4.20% ภายในวันเดียว ต่ำที่สุดในรอบปี 2026 (หากนับต้้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นอินโดนีเซียลบไปแล้วกว่า 36% ลบภาพของตลาดหุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดประเทศนึงในปี 2025 ไปเลย)

ดอกเบี้ยนโยบายพุ่งสวนทาง: จากเดิมที่พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75% เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายทนแรงเงินไหลออกไม่ไหว ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จำใจต้อง ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 50 bps (0.50%) สู่ระดับ 5.25% ซ้ำเติมต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนทันที

โดนหั่น Outlook: ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ Fitch ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Sovereign Rating Outlook) ของอินโดนีเซียลงสู่ "แนวโน้มเชิงลบ" (Negative Outlook) เป็นที่เรียบร้อย

2.รากเหง้าของปัญหา: ประชานิยมค้ำคอ + ตัวเร่งจาก "Trilemma" และ "Danantara"

พายุลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไปแตะ 96 ดอลลาร์เท่านั้น แต่เกิดจาก "โครงสร้างนโยบายในบ้าน" ที่สร้างความอึดอัดให้ตลาดทุน

กับดักงบประมาณอุดหนุนพลังงาน:

อินโดนีเซียใช้พลังงานวันละ 1.7 ล้านบาร์เรล แต่ผลิตเองได้แค่ 0.86 ล้านบาร์เรล (อินโดนีเซียเปลี่ยนจากสมาชิก OPEC กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิตั้งแต่ปี 2003) รัฐบาลตั้งงบปี 2026 ไว้บนสมมติฐานน้ำมันที่ 70 ดอลลาร์ แต่ความจริงคือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะขาดดุลเพิ่มขึ้น 6.8 ล้านล้านรูปิยาห์ ถ้าราคายังค้างสูง ภาระอุ้มน้ำมัน ชดเชยให้บริษัท Pertamina และอุ้มค่าไฟฟ้า จะพุ่งเกิน 500 ล้านล้านรูปิยาห์ในปี 2026 ดุลการค้าต่ำสุดในรอบ 6 ปี เงินเฟ้อจ่อคุมไม่อยู่ แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม แถมยังมีโครงการประชานิยมแจกอาหารกลางวันฟรีอีกเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ค้ำคออยู่

(แต่จริงๆ อินโดนีเซียก็ได้ประโยชน์จากราคาถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิลที่พุ่งขึ้นพร้อมกันนะครับ)

เมื่อธนาคารกลางติดกับดัก "Impossible Trinity" (Policy Trilemma):

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางไม่สามารถทำ 3 สิ่งนี้พร้อมกันได้ คือ (1) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (2) ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี และ (3) ดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

เมื่ออินโดนีเซียเปิดให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี แต่เกิดวิกฤตศรัทธาจนเงินทุนไหลออก ธนาคารกลางจึงติดกับดักอย่างรุนแรง ถ้าอยากรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ก็จำเป็นต้องยอม "แลก" ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยและเสียทุนสำรองไปกับการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นการเหยียบเบรกฝั่งเศรษฐกิจในบ้านและทุบตลาดหุ้นให้พังลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนวนซ้ำเติมจากหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง "Danantara"

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ "หมดความอดทน" และสับสนมากที่สุด คือการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง Danantara (DSI) ที่รัฐบาลดึงดันจะเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก (เช่น ถ่านหิน, น้ำมันปาล์ม) โดยบังคับให้เอกชนรายงานธุรกรรมและแทรกแซงกลไกตลาด

ตลาดมองว่านี่คือการเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (Policy Uncertainty) บิดเบือนการแข่งขัน และมีประเด็นด้านธรรมาภิบาล (Governance) จน Moody's ต้องออกโรงหั่น Outlook ของหน่วยงานนี้เป็นลบตามรัฐบาล และดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI สั่งชะลอการรวมหุ้นอินโดนีเซียเพิ่ม

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดอินโดนีเซียยังติดลบ ยิ่งทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ แต่ไม่สามารถที่จะควบคุมวินัยตัวเอง (รัดเข็มขัด) เพื่อดึงดูดเงินทุนนั้นกลับมาได้

3.มองกลับมาที่ "ประเทศไทย": เราปลอดภัยกว่าจริง…แต่ห้ามประมาท!

หากดูตัวเลขผิวเผิน ตอนนี้ฐานะทางการเงินภายนอกของไทยดูปลอดภัยกว่าอินโดนีเซียพอควร (เพราะเศรษฐกิจโตช้า) เงินเฟ้อเราไม่สูง ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะมาก ทุนสำรองเรายังหนา และโครงสร้างพื้นฐานเรายังไม่อ่อนแอเท่าเขา

แต่… เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดกับประเทศไทยได้ในพริบตา ถ้าเราขาดความระมัดระวัง!

บทเรียนราคาแพงจากเพื่อนบ้านสอนเราอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดทุนและเจ้าหนี้โลกไม่มีวันปรานีใคร"

ถ้าในอนาคต รัฐบาลไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจในลักษณะ "ประชานิยม" ที่เน้นการแจก การอุดหนุนระยะสั้น หรือการเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจตามใจชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่เกรงใจวินัยการเงินการคลัง และไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง…

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเริ่มมีสัญญาณเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มลดน้อยลง ยิ่งต้องดูดีๆ และเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเยอะ ไม่มี Commodity Export ที่มา Offset ราคาน้ำมัน และยังมีประเด็นการค้าที่มาทำให้ต้องปวดหัวอีก

คำว่า "Trust, Confidence, and Stability" (ความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และเสถียรภาพ) เป็นสิ่งที่สร้างยากมาก ต้องใช้เวลาสั่งสมสร้างกันมาเป็นทศวรรษ แต่เวลาที่ตลาดตัดสินใจลงโทษเพื่อทำลายความเชื่อมั่นนั้น มันใช้เวลาทุบหุ้นและเทขายค่าเงินเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

“เมื่อไหร่ที่ต่างชาติตัดสินใจสะบัดบ็อบหนี และสถาบันจัดอันดับเครดิตหั่น rating อีก ต่อให้รัฐบาลจะงัดนโยบายสวยหรูแค่ไหนมาฉุด ตลาดก็อาจจะไม่ฟังเราอีกก็ได้ อย่ารอให้พายุพัดมากระหน่ำหลังคาบ้านเรา แล้วค่อยมาคิดได้ว่า "วินัยทางการคลัง" และ "ความน่าเชื่อถือของนโยบาย" สำคัญแค่ไหนครับ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...