โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ซื้อพาวเวอร์แบงค์ 10,000 mAh ทำไมชาร์จจริงไม่เคยเต็ม? เฉลยที่ผู้ผลิตไม่ได้หลอกลวง!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
โดนแกงหรือเปล่า? พาวเวอร์แบงค์ 10,000 mAh ชาร์จมือถือแบต 5,000 mAh ได้รอบครึ่งก็เกลี้ยง ไขปมที่หลายคนไม่รู้ เคลียร์ข้อข้องใจ! ทำไมพาวเวอร์แบงค์ชาร์จได้ไม่เต็มความจุตามกล่อง? เปิดตัวการร้ายที่ดูดแบตหายไป

ซื้อพาวเวอร์แบงค์ 10,000 mAh ทำไมชาร์จจริงได้ไม่เต็ม? เผยความจริงที่ผู้ผลิตไม่ได้หลอก!

อยากชาร์จมือถือเต็มรอบ ต้องซื้อเผื่อเท่าไหร่? เปิดสูตรคำนวณพาวเวอร์แบงค์ก่อนโดนตัวเลขหลอก

หลายคนเลือกซื้อพาวเวอร์แบงค์ (แบตเตอรี่สำรอง) ความจุ 10,000 mAh มาใช้งาน เพราะคิดว่ามันน่าจะชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh ได้เต็มเป๊ะ ๆ ถึง 2 รอบ แต่พอใช้งานจริงกลับชาร์จได้รอบครึ่งแบตก็เกลี้ยงซะแล้ว… คำถามคือเกิดอะไรขึ้น? ผู้ผลิตสกรีนตัวเลขหลอกลวงเราหรือเปล่า?

หากคุณเคยรู้สึกเฟลกับประสิทธิภาพที่แท้จริงของพาวเวอร์แบงค์ แม้จะเป็นรุ่นท็อปราคาแพงก็ตาม บอกเลยว่าคุณไม่ใช่เพื่อนคนเดียวที่เจอปัญหานี้ค่ะ ตามหลักคณิตศาสตร์แบบผิวเผิน แบตสำรองความจุ 10,000 mAh ควรจะเติมพลังงานให้มือถือเรือธงแบต 5,000 mAh ได้ 2 รอบเต็ม แต่ในโลกความเป็นจริง ตัวเลขกลับไม่เคยสวยงามขนาดนั้น การชาร์จได้ประมาณ 1 รอบครึ่งก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่หรูหราและน่าพึงพอใจมากแล้ว

ข่าวดีก็คือ ผู้ผลิตไม่ได้โกงหรือหลอกลวงคุณค่ะ แต่ข่าวร้ายคือ วิธีการคำนวณความจุของแบตเตอรี่นั้นมีความซับซ้อนกว่าตัวเลขโฆษณาที่พิมพ์อยู่ข้างกล่องมาก ตัวเลขมิลลิแอมป์-ชั่วโมง (mAh) ที่เราเห็น ไม่ได้แสดงถึงปริมาณกระแสไฟจริง ๆ ที่จะวิ่งเข้าสู่มือถือของเรา และนี่คือต้นตอของความเข้าใจผิดครั้งใหญ่

ความเข้าใจผิดคลาสสิก: mAh เป็นแค่ตัวเลขสมมติ

เวลาเลือกซื้อพาวเวอร์แบงค์ ส่วนใหญ่เรามักจะมองแค่ตัวเลข mAh ตัวหนา ๆ บนกล่อง แล้วกะเกณฑ์เอาเอง เช่น ถ้าน้องน้ำใช้มือถือแบต 5,000 mAh ได้เกือบวัน พาวเวอร์แบงค์ขนาดเท่ากันก็น่าจะพอกับการเดินทางสั้น ๆ ส่วนขนาด 10,000 mAh หรือ 20,000 mAh น่าจะเหลือเฟือสำหรับการไปตั้งแคมป์ช่วงวันหยุด

ทว่าในความเป็นจริง mAh เป็นเพียงหน่วยวัดพลังงานเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ ตัวเลขความจุที่ผู้ผลิตระบุคือ ความจุของไส้แบตเตอรี่ลิเทียม (Lithium Cell) ภายในที่รันบนแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน (Rated Voltage) ซึ่งมักจะอยู่ที่ประมาณ 3.7V - 3.85V ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเคมีของแบตเตอรี่นั้น ๆ แต่อุปกรณ์ที่เรานำไปเสียบชาร์จกลับไม่ได้ใช้แรงดันไฟฟ้าที่เท่ากัน

โทรศัพท์มือถือของคุณอาจรันด้วยแรงดันไฟฟ้าตั้งแต่ 3.6V ไปจนถึง 3.9V ในขณะที่โน้ตบุ๊กหรือแล็ปท็อปต้องการแรงดันไฟสูงถึง 11V - 16V ขึ้นอยู่กับจำนวนเซลล์แบตเตอรี่ที่ซ้อนกัน และแท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์ หรือแกดเจ็ตอื่น ๆ ต่างก็มีความต้องการแรงดันไฟฟ้าเฉพาะตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพาวเวอร์แบงค์ขนาด 20,000 mAh (3.7V) ถึงชาร์จสมาร์ทโฟนที่แรงดันไฟต่ำได้หลายรอบ แต่กลับ "หมดแรง" อย่างรวดเร็วเมื่อนำไปเสียบชาร์จโน้ตบุ๊กที่ต้องการแรงดันไฟสูง ๆ ค่ะ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ความจุจริงลดฮวบลงไป

ค่า Wh (วัตต์-ชั่วโมง) ต่างหากคือตัวเลขตัดสินของจริง

ก่อนจะดำดิ่งลงไปลึกกว่านี้ เราต้องหา "ค่าพลังงานที่แท้จริง" ของพาวเวอร์แบงค์ให้เจอก่อน วิธีการง่ายมาก แค่นำค่า mAh มาคูณกับแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน (V) ของไส้แบตเตอรี่ ก็จะได้ค่ากำลังไฟฟ้าขาออกเฉลี่ยต่อชั่วโมง หรือที่เรียกว่า วัตต์-ชั่วโมง (Wh) นั่นเอง แบรนด์ที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือจะพิมพ์ค่า Wh นี้ระบุไว้บนตัวเครื่องอย่างชัดเจน ส่วนพาวเวอร์แบงค์ราคาถูกคุณภาพต่ำมักจะซ่อนตัวเลขนี้ไว้เพราะไม่อยากให้ผู้บริโภคสังเกตเห็น

ตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ:
• พาวเวอร์แบงค์ขนาด 5,000 mAh (3.7V) จะให้พลังงานจริงอยู่ที่ 18.5 Wh
• พาวเวอร์แบงค์ขนาด 20,000 mAh (3.6V) จะให้พลังงานจริงอยู่ที่ 72 Wh

ตามทฤษฎีในอุดมคติ เราสามารถแปลงค่า Wh นี้ไปเป็นระดับแรงดันไฟฟ้าของอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ เพื่อคำนวณหาค่า mAh ที่แท้จริงที่พาวเวอร์แบงค์จะจ่ายให้ได้ หากคิดตามหลักคณิตศาสตร์ล้วน ๆ การแปลงแรงดันไฟไม่ได้ทำให้พลังงานสูญหายไป ดังนั้น การที่มือถือชาร์จที่ 9V หรือโน้ตบุ๊กชาร์จที่ 20V จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่หายไปเฉย ๆ

"กฎฟิสิกส์" ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้: ตัวการทำไฟรั่วไหล

แม้ว่าตัวแรงดันไฟเองจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ "กระบวนการแปลงแรงดันไฟฟ้าขึ้นและลง (Boost & Buck Conversion)" เพื่อส่งกระแสไฟผ่านสายชาร์จนั่นแหละ คือตัวการใหญ่ที่สูบพลังงานของเราไปไม่น้อยเลย

ในโลกความเป็นจริง ไม่มีกระบวนการแปลงแรงดันไฟครั้งไหนที่จะมีประสิทธิภาพเต็ม 100% ชิปแปลงกระแสไฟตรง (DC-DC Converter) โดยทั่วไปจะมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 85% ถึง 98% ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิป, ตัวเหนี่ยวนำ (Inductor), แรงดันไฟโหลด และความเข้มของกระแสไฟ ณ เวลานั้น

เมื่อพาวเวอร์แบงค์ต้องแปลงแรงดันไฟจากไส้แบตภายใน (3.7V) ขึ้นไปเป็นแรงดันไฟที่เข้ากันได้กับอุปกรณ์ของคุณ (เช่น 5V, 9V, 20V…) กระแสไฟจะสูญเสียพลังงานไปในรูปแบบของ "ความร้อน" ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกระแสไฟวิ่งผ่านสายเคเบิลไปถึงมือถือ ไอซีจัดการพลังงาน (Power IC) ในโทรศัพท์ก็ต้องทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟลดกลับลงมาเพื่อให้เข้ากับแบตเตอรี่ของตัวเครื่องอีกเป็นครั้งที่สอง เท่ากับว่าเกิดการสูญเสียซ้ำซ้อนจาก IC ทั้งสองฝั่งเลย

นอกจากนี้ ตัวแบตเตอรี่เองก็มีความต้านทานภายใน (Internal Resistance) ทำให้พลังงานที่เก็บไว้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้อย่างสมบูรณ์แบบ เกิดความสูญเสียในรูปแบบความร้อนสะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ใช้ระบบชาร์จเร็ว (Fast Charging) หรือตอนที่แบตเตอรี่มือถือถูกชาร์จเข้าไปจนเกิน 80% ซึ่งแรงดันไฟจะขยับสูงขึ้นเป็นพิเศษ

รวมไปถึงกระแสไฟที่วิ่งผ่านสายชาร์จ USB-C ก็เกิดการสูญเสียแรงดันไฟบนสายเช่นกัน แม้จะคิดเป็นตัวเลขเล็กน้อยประมาณ 1-2% แต่หากคุณใช้สายชาร์จราคาถูก คุณภาพต่ำ นำมาส่งผ่านกระแสไฟกำลังวัตต์สูง ๆ (เช่น ชาร์จโน้ตบุ๊ก 100W) อัตราการสูญเสียพลังงานจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ราชาแห่งความสิ้นเปลือง "การชาร์จไร้สาย (Wireless Charging)": เทคโนโลยีนี้เป็นตัวการทำพลังงานสูญหายที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากเกิดความร้อนสะสมมหาศาลจากขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและการส่งกระแสไฟผ่านอากาศ ซึ่งเป็นฉนวนกั้นความร้อนตามธรรมชาติ แม้จะเป็นระบบใหม่อย่าง Qi2 หรือ MagSafe รุ่นล่าสุด ผู้ใช้ก็ต้องยอมแลกพลังงานที่สูญหายไปฟรี ๆ ถึงประมาณ 20% (หรือมากกว่า) เพื่อแลกกับความสะดวกสบายแบบไร้สาย

สูตรคำนวณแบบจำขึ้นใจ: อยากชาร์จเต็ม ต้องซื้อเผื่อ 75%

เมื่อหักลบกลบหนี้ความสูญเสียทั้งหมด ทั้งจากการแปลงแรงดันไฟ ความสูญเสียบนสาย และไอซีชาร์จของมือถือ ระบบชาร์จพาวเวอร์แบงค์เกรดดี ๆ จะมีประสิทธิภาพการจ่ายไฟจริง (Real Efficiency) อยู่ที่ประมาณ 85% - 90% เท่านั้น ส่วนพวกพาวเวอร์แบงค์ราคาถูกโนเนม ตัวเลขนี้อาจร่วงดิ่งลงไปอยู่ที่ 70% หรือต่ำกว่านั้นเลย

เพื่อไม่ให้ต้องผิดหวัง กฎเหล็กในการเลือกซื้อพาวเวอร์แบงค์คือ ควรซื้อความจุเผื่อไว้ประมาณ 75% ของความต้องการจริง

  • ถ้าคุณมีพาวเวอร์แบงค์ 5,000 mAh ในสภาพการใช้งานจริงจะจ่ายไฟให้มือถือได้ประมาณ 3,750 mAh เท่านั้น
  • ในทางกลับกัน หากคุณต้องการชาร์จมือถือแบตความจุ 5,000 mAh ให้เต็มเป๊ะ 1 รอบ คุณจำเป็นต้องเลือกซื้อพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุอย่างน้อย 6,700 mAh ขึ้นไป

ไม่มีทางลัดใด ๆ ที่จะช่วยให้เราหนีกฎฟิสิกส์เรื่องการสูญเสียพลังงานนี้พ้นค่ะ หากคุณต้องการความอุ่นใจอย่างสมบูรณ์แบบว่าพาวเวอร์แบงค์ในกระเป๋าจะเพียงพอสำหรับการชาร์จมือถือให้เต็มอิ่ม 2 รอบตลอดทริปเดินทาง วิธีที่ดีที่สุดคือ "ซื้อให้เกินสเปกเข้าไว้" โดยมองหาพาวเวอร์แบงค์ที่มีกำลังไฟระบุตั้งแต่ 70 Wh ขึ้นไป (หรือความจุประมาณ 20,000 mAh) เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสะบัดบ๊อบใส่ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวันไปได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...