โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่านกลยุทธ์ ‘CEA ภาคใต้’ พลิกอัตลักษณ์ปักษ์ใต้สู่ ‘De-Stress Economy’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโมเดล ‘คน-ธุรกิจ-เมือง’ [Advertorial]

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อ่านกลยุทธ์ ‘CEA ภาคใต้’ พลิกอัตลักษณ์ปักษ์ใต้สู่ ‘De-Stress Economy’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโมเดล ‘คน-ธุรกิจ-เมือง’ [Advertorial]

เบื้องหลังที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกกล้าวางเดิมพันกับ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ให้เป็น New Growth Engine ของประเทศ อาจเพราะระบบเศรษฐกิจนี้ขับเคลื่อนบนฐานของ ‘ความคิดสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรม และนวัตกรรม’ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่มีวันหมดสิ้น

ประเทศไทยเองก็มอง ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเช่นกัน จากผลการจัดอันดับโดย BrandFinance บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ระดับโลก ระบุว่าในปี 2025 ประเทศไทยมีดัชนีการเติบโตด้าน Soft Power อยู่ในอันดับที่ 39 ของโลก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยที่เติบโตมาถูกทาง และมีแนวโน้มเสริมพลังอิทธิพลทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในระดับโลกได้ต่อเนื่อง

สอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 15 สาขาหลักของไทยในปี 2568 ที่พุ่งสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 8.01% ของ GDP ประเทศ สัดส่วนที่ว่ามีมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภาคใต้ร่วมอยู่ 2.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 13.5% ของ GRP ของภูมิภาค

thailand-creative-economy-growth

‘ภาคใต้’ กลายเป็นสปอตไลต์ใหม่ที่น่าจับตา ด้วยฐานทุนเดิมที่แข็งแกร่งทั้งในมิติการท่องเที่ยวและอาหารที่พร้อมต่อยอดไปสู่ระดับสากล ล่าสุดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงเปิด ‘สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้’ (CEA ภาคใต้) ที่จังหวัดสงขลาอย่างเป็นทางการ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ครอบคลุม ‘คน ธุรกิจ เมือง’ และเครือข่ายพันธมิตร ปักธงยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของภูมิภาค ให้กลายเป็น ‘Creative Wellness & Tourism Hub’ หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะที่สำคัญในอนาคต

thailand-creative-economy-growth

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ฆฤณ กังวานกิตติ ผู้อำนวยการสำนักภาคใต้ (CEA ภาคใต้) ผ่านเลนส์ของคนทำงานจริงที่คลุกคลีกับคนในชุมชน ภาคใต้กำลังถูกปักหมุดให้เป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูงของประเทศ เพราะเป็นที่ตั้งของธุรกิจสร้างสรรค์กว่า 9,600 แห่ง

ถอดรหัสอัตลักษณ์ปักษ์ใต้ผ่านเลนส์ CEA

ฆฤณ มองว่าต้นทุนของภาคใต้ ที่ต่างจากภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่อง ‘ภูมิประเทศ’ ที่ขนาบข้างด้วยสองทะเลและมีภูเขาโอบล้อม ส่งผลโดยตรงต่อ ‘วัตถุดิบ’ ที่ไม่มีใครเหมือน

“อย่างในสงขลาเรามีลากูนแห่งเดียวในประเทศที่เรียกว่า ‘เมืองสองเล’ ทำให้วัตถุดิบในพื้นที่อย่างปลากะพงมีเนื้อที่หนา ตัวอ้วน และไม่มีกลิ่นคาวเลย หรืออย่างที่พัทลุงเขาก็มี ‘กุ้งสามน้ำ’ ขณะที่ทางนี้เรียก ‘ปลาสามน้ำ’ หรือ ‘มะม่วงเบา’ ของสิงหนคร ใครๆ ก็บอกว่ามีกรอบ เปรี้ยว ต่อให้เอาสายพันธุ์เดียวกันไปปลูกที่อื่นก็ไม่มีทางได้รสชาติและเนื้อสัมผัสแบบนี้”

ฆฤณต่อเล่าว่า ตอนที่เริ่มจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ทีมงานได้ทำรีเสิร์ชอย่างจริงจังว่าอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของภาคใต้คืออะไร จนพบ 4 แกนหลัก คือ อาหาร สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และมหรสพ

thailand-creative-economy-growth

“แต่ส่วนตัวผมมองว่า ภาคใต้ยังมีอะไรที่น่าค้นหาอีกเยอะ อย่างเรื่องของ ‘ศิลปะการแสดงพื้นถิ่นและมหรสพ’ คนส่วนใหญ่อาจจะรู้จักภาคใต้ผ่านโนราห์หรือหนังตะลุง แต่จริงๆ แล้วเรามีวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็น ‘ลิเกฮูลู’ หรือ ‘ตารีเประก์’ ซึ่งบางอย่างเกือบจะเลือนหายไปจากพื้นที่แล้ว อย่าง ‘มะโย่ง’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวมลายูและชาวไทยมุสลิมในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ต้องเดินทางไปเรียนรู้จากครูที่มาเลเซีย เพื่อนำองค์ความรู้มาปัดฝุ่นและส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ที่ราชภัฏสงขลา”

อีกมิติที่น่าสนใจคือ สถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองที่มีสไตล์เฉพาะตัว ใครที่เคยลัดเลาะไปบนถนน 3 สายในย่านเมืองเก่าสงขลา จะเห็นการผสมผสานของสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็ไม่โดดเด่นจนข่มกัน

“ถ้าสังเกตจะเห็นว่าอาคารในถนนเดียวกันแทบจะไม่ซ้ำรูปแบบกันเลย เหมือนกับว่าในอดีตทุกคนพยายามดีไซน์พื้นที่อาคารของตัวเองให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่พอมาอยู่รวมกันมันกลับกลมกลืนได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือความพิเศษที่หาไม่ได้จากย่านเมืองเก่าที่อื่น เราจะเห็นยอดเจดีย์บนเขาตังกวนตั้งตระหง่านอยู่ข้างบน พอหันไปอีกฝั่งก็เจอวิวทะเลสาบ มีเกาะยอ เกาะหนู เกาะแมว เป็นฉากหลัง สภาพแวดล้อมทั้งหมดนี้แหละครับที่หล่อหลอมอัตลักษณ์และความพิเศษของเมืองนี้ขึ้นมา”

thailand-creative-economy-growth

พลิกต้นทุนปักษ์ใต้ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’

นอกจากข้อได้เปรียบด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติ ภาคใต้ยังเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ และอาเซียนตอนล่าง จึงมีศักยภาพในการเปลี่ยน ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ให้กลายเป็น ‘ทุนทางเศรษฐกิจ’ ผ่านการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม อาหาร การท่องเที่ยว และวิถีชีวิต สู่สินค้า บริการ และประสบการณ์มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

การปักหมุด CEA ภาคใต้ จึงเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่จะผลักดันภาคใต้ให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญของประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพของภูมิภาคสู่การเป็นศูนย์กลาง Creative Wellness & Tourism Hub และขับเคลื่อนแนวคิด De-Stress Economy หรือ เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาผู้ประกอบการ การต่อยอดสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายโอกาสการเติบโตสู่ภูมิภาค

thailand-creative-economy-growth

“บทบาทหลักของ CEA คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายรัฐบาลและแผนสภาพัฒน์ฯ ที่มุ่งพัฒนาทั้งเมืองและศักยภาพของคน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ปี เราวางหมุดหมายให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือพาไทยไปยืนบนเวทีโลกโดยไม่จำเป็นต้องแข่งในสงครามราคา แต่เลือกที่จะแข่งด้วยการต่อยอดทุนวัฒนธรรมดั้งเดิมร่วมกับนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนสินค้าและบริการทั่วไปให้กลายเป็น High-Value Product ซึ่งแนวคิดระดับมหภาคนี้ถูกนำมาปรับใช้ในบริบทของ CEA ภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนให้ตอบโจทย์ตามศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่”

ฆฤณอธิบายต่อว่า เศรษฐกิจหลักของภาคใต้พึ่งพาการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว โจทย์ของ CEA คือการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

“เมื่อพูดถึงภาคใต้ คนมักนึกถึงการดำน้ำ ปีนเขา หรือตระเวนกินของอร่อย แต่ในมุมกลับกัน เรายังมีกิจกรรมสโลว์ไลฟ์อย่างการอาบป่า นั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ทุกประสบการณ์ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือการพาผู้คนไปผ่อนคลายและเยียวยาจิตใจ ซึ่งมันไปสอดคล้องไปกับบริบทโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลจาก UNCTAD ชี้ว่า ประชากรโลกมีความเครียดสูงขึ้นจนความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง พอมาเอาเทรนด์นี้มาจับกับต้นทุนทางธรรมชาติของภาคใต้ จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ ‘De-Stress Economy’ หรือ เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ เปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ ซึ่งได้เปิดตัวแนวคิดนี้ไปแล้วในเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ที่ผ่านมา”

ผ่ายุทธศาสตร์ De-Stress Economy: ปั้นคน พลิกธุรกิจด้วย ‘1 วัตถุดิบ 5 Variation’ และชุบชีวิตเมือง

ยุทธศาสตร์ ‘De-Stress Economy’ จะถูกใช้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนแผนงานตลอดทั้งปีที่จะเกิดขึ้นภาคใต้ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 แกนสำคัญ

แกนที่ 1 บ่มเพาะบุคลากรสร้างสรรค์ โดยใช้ TCDC สงขลาเป็นศูนย์กลางในการจัดอบรม นิทรรศการ และเป็นเวทีปล่อยของให้เครือข่ายนักสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยและชุมชน โดยเรากระจายเครือข่ายผ่าน ‘โหนด’ (Node) ในภูมิภาค ซึ่งเรากำลังจะมี TCDC ที่ปัตตานีและภูเก็ต ภายในปี 2569 และในอีก 2 ปีข้างหน้าจะขยายต่อไปยัง ยะลา ชุมพร นครศรีธรรมราช และกระบี่ ควบคู่ไปกับโครงการ Mini TCDC ใน 7 มหาวิทยาลัยทั่วภาคใต้ ที่ทำเรื่องของการ Upskill-Reskill โดยแกนของเรื่องในช่วง 5 ปีนี้ จะเน้นไปที่กลุ่ม Creative Content เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และเกม จัดอบรมทำเวิร์กชอปเวียนกันไปในแต่ละพื้นที่ ปีนี้มีศูนย์กลางที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

thailand-creative-economy-growth

แกนที่ 2 พัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ CEA ภาคใต้ทำงานร่วมกับส่วนกลางในการเปิด Content Lab – Newcomer เพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่หยิบเรื่องราวและเสน่ห์ของภาคใต้ไปใช้เป็นฉากหลังในงานระดับสากล

ในมิติการพัฒนาสินค้า แบ่งการทำงานร่วมกับ 14 จังหวัดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไฮไลต์สำคัญคือการทดลองใช้สูตร ‘1 วัตถุดิบ 5 Variation’ หยิบวัตถุดิบต้นทางในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่แตกต่างกัน 5 รูปแบบ โดยปีนี้ตั้งเป้าพัฒนาให้ได้ 40 สินค้าและบริการ

เช่น ‘วัฒนธรรมชา’ แก่นแท้คือ การใช้เวลาร่วมกันและพื้นที่แห่งการแบ่งปันของกลุ่มวัยรุ่นหรือชาวมุสลิมเมื่อไปร้านชา จึงสามารถแตกประเด็นสร้างสรรค์ได้ตั้งแต่ การดีไซน์บรรยากาศร้าน โต๊ะเก้าอี้ ภาชนะใส่ชา ขนม ไปจนถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวงชา

“ที่สำคัญคือ จากเดิมที่เคยทำแค่สินค้าต้นแบบ แต่ปีนี้เราตั้งเป้าว่าอย่างน้อย 8-10 สินค้า ต้องพร้อมวางขายจริงในตลาด โดยเราได้ทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการเข้ากับผู้ซื้อและแบรนด์ที่มีแพลตฟอร์มรองรับไว้แล้ว” ฆฤณอธิบาย

แกนที่ 3 พัฒนาและชุบชีวิตเมือง โดยใช้โจทย์และปัญหาของเมืองเป็นตัวตั้งในการพัฒนาพื้นที่และชุมชน เครื่องมือหลักของเราคือการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ ทั้ง ‘เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้’ (PakK Taii Design Week) ที่ CEA เป็นเจ้าภาพร่วมกับเครือข่าย ไปจนถึงการสนับสนุนการจัด Local Festival ของกลุ่มคนทำงานพัฒนาเมืองในจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคใต้ เช่น ปัตตานี นครศีรธรรมราช เป็นต้น เพื่อปลุกเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

thailand-creative-economy-growth

สร้างระบบ ชุบชีวิตเมือง

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ภาคใต้เคลื่อนตัวช้า ฆฤณมองว่า เกิดจากการขาดระบบศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“หน้าที่ของ CEA คือการเปลี่ยนตัวเองมาเป็นแพลตฟอร์มกลาง ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงเพื่อสร้างระบบนิเวศตรงกลางให้คนทำงานสร้างสรรค์ ภาคธุรกิจ และชุมชนได้มาเชื่อมต่อกัน พอมีระบบตรงกลาง มีงบประมาณและทรัพยากรลงไปเติมเต็ม น่าจะช่วยให้ขยายสเกลงานและสร้างอิมแพกได้มากขึ้น”

เขาเชื่อว่า เมื่อสิ่งที่ลงแรงไปเริ่มออกดอกเห็นผลมูลค่าเหล่านั้นจะสะท้อนกลับมาเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่จับต้องได้

“ย้อนกลับไป 5-6 ปีก่อน ชุมชนรอบๆ CEA ภาคใต้ซบเซามาก แต่ปัจจุบันถนนแต่ละเส้นกลับมาคึกคัก มีร้านหนังสือ ร้านกาแฟ และธุรกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมาย เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมั่นใจและกลับมาลงทุน ชุมชนกลับมามีชีวิตชีวา และมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียหลั่งไหลเข้ามา”

“เป้าหมายหลักของเราคือการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยดัน GDP สร้างสรรค์ทั้ง 15 สาขาให้โตขึ้นอีก 5% ภายในปี 2569 โดยมีภาคใต้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ”

ฆฤณเชื่อว่าตัวเลขนี้มีความเป็นไปได้ เพราะ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ กำลังเติบโตสวนทางโดยเฉพาะในสภาวะที่ผู้คนเครียด เทรนด์การเสพคอนเทนต์เพื่อผ่อนคลายยิ่งพุ่งสูง ส่งผลให้ธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ในเอเชียและไทยเติบโต รวมถึงงานดีไซน์ที่ไทยมีฮับโปรดักชันที่แข็งแกร่ง จนภาครัฐหันมาโฟกัสอย่างจริงจัง

“ผลสำเร็จทั้งหมดนี้ CEA ทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน เราตระหนักเสมอว่าเราไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่เราขับเคลื่อนเมืองนี้ได้เพราะคนในพื้นที่ เพราะความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น นโยบายจังหวัด ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือ ‘ทางรอด’ ที่จะทำให้ลูกหลานลืมตาอ้าปากได้ สำคัญที่สุดคือความเหนียวแน่นของชุมชนที่นี่ ทุกคนมาร่วมสร้างความเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ไปด้วยกัน” ฆฤณกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...