กฤษฎีกาชี้ขาดปมน้ำมันขึ้นราคา กบน. สั่งผู้ค้าคืนเงินประชาชนไม่ได้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เผยแพร่ความเห็นทางกฎหมาย เรื่องเสร็จที่ 618/2569 ลงนามโดยนายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กรณีการสั่งคืนเงินจากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน และการจ่ายเงินชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสรุปว่า กบน. ไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันคืนเงินให้ประชาชน และผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ไม่สามารถงดจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ค้าน้ำมันที่มีสิทธิได้
เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากที่ สกนช. ได้ทำหนังสือหารือ (ที่ พน 5700.1/508 ลงวันที่ 17 เมษายน 2569) ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากองค์กร "รักชาติ รักแผ่นดิน" ได้มีหนังสือ (ที่ สพท. 125/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569) ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอบสวนและเอาผิดผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 2 ราย ที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ในช่วงที่รัฐบาลดูแลราคาดีเซลให้ขายที่ 29.94 บาทต่อลิตร ผ่านการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
องค์กร "รักชาติ รักแผ่นดิน" กล่าวหาว่าองค์กรดังกล่าวเห็นว่าเป็นการปรับขึ้นราคาโดยขาดเหตุผลรองรับ เอาเปรียบผู้บริโภค และแสวงหากำไรในภาวะวิกฤต เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 8 มาตรา 36 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แม้ในวันถัดมา (4 มีนาคม 2569) ผู้ค้าจะปรับลดราคาลง แต่การขึ้นราคาเกือบ 1 วันได้สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนแล้ว
องค์กร "รักชาติ รักแผ่นดิน" ขอให้สั่งคืนเงินทั้งหมดให้ผู้ที่ไปเติมน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันสำรอง เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ระงับการส่งออกน้ำมัน และตั้งกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการ สกนช. ตามมาตรา 19 (4) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
ต่อมาในการประชุม กบน. ครั้งที่ 25/2569 (ครั้งที่ 546) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ประชุมมีมติให้ชะลอการจ่ายเงินชดเชยสำหรับการจำหน่ายน้ำมันช่วงวันที่ 2–3 มีนาคม 2569 ของผู้ค้าทั้ง 2 รายไว้ก่อน และมอบหมายให้ สกนช. หารือหน่วยงานด้านกฎหมายว่าจะสามารถสั่งให้ผู้ค้าคืนเงินแก่ประชาชน หรืองดจ่ายเงินชดเชยได้หรือไม่ ก่อนนำกลับมาเสนอ กบน. พิจารณา
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) ได้พิจารณาข้อหารือ โดยมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และผู้แทน สกนช. ว่า ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีอำนาจกำหนดราคาขายปลีกตามข้อ 3 (4) แห่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2562 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2562 มิได้กำหนดให้ควบคุมราคาขายปลีกไว้ และโครงสร้างราคาน้ำมันที่ สนพ. เผยแพร่เป็นเพียงราคาอ้างอิงหรือราคาแนะนำเพื่อติดตามค่าการตลาด มิใช่ราคาที่รัฐกำหนดเพื่อควบคุม โดยการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกเป็นสิทธิที่ผู้ค้าน้ำมันเป็นผู้กำหนดเอง
ประเด็นแรก คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การจะพิจารณาว่า กบน. สั่งให้ผู้ค้าคืนเงินได้หรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่าการปรับขึ้นราคาขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการแล้ว ไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้ค้าปรับขึ้นราคาขายปลีก
ประกอบกับคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อการปรับขึ้นราคาไม่ขัดต่อกฎหมายใด และกฎหมายกองทุนฯ ก็มิได้ให้อำนาจ กบน. สั่งให้ผู้ค้าคืนเงินแก่ผู้ใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน ดังนั้น กบน. จึงไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้าทั้ง 2 รายคืนเงินแก่ประชาชน
ประเด็นที่สอง เรื่องการงดจ่ายเงินชดเชย คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เมื่อ กบน. ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 14 (4) ออกประกาศฉบับที่ 12 พ.ศ. 2569 (ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569) กำหนดอัตราเงินชดเชยแล้ว ย่อมมีผลให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามมาตรา 29 มีสิทธิได้รับตามอัตราที่ประกาศกำหนด และไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติกองทุนฯ ให้ผู้อำนวยการ สกนช. งดจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้มีสิทธิรายใดได้ เมื่อผู้ค้าทั้ง 2 รายเป็นผู้มีสิทธิและได้ยื่นขอรับเงินชดเชยโดยถูกต้องแล้ว ผู้อำนวยการ สกนช. จึงมีหน้าที่ต้องสั่งจ่ายเงินชดเชย และไม่สามารถงดจ่ายได้
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ ดังนั้นในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับเงินชดเชยจากกองทุนในอนาคต กบน. จึงสมควรพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนต่อไป.