โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เต้นกินรำกินแล้วไง! 5 เหตุผล ‘ชิงช้าสวรรค์’ เป็นมากกว่าประกวดวงดนตรีลูกทุ่ง

TODAY

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • TODAY

แสดงความยินดีกับแชมป์ รายการ ชิงช้าสวรรค์ 2026 อีกครั้ง เมื่อมีผลแพ้ชนะ ย่อมมีทั้งคนดีใจ คนเสียใจเป็นธรรมดา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกโรงเรียนที่เข้าร่วม ชนะไปด้วยกัน คือ การเอาชนะ ‘ขีดจำกัดของตัวเอง’ และทลายอคติที่ทุกคนมีต่อ ‘เด็กกิจกรรม’ ไม่เหลือซาก เพราะโอกาสนอกเวทีของพวกเขาเปิดกว้าง เกินกว่าที่ใบสำเร็จการศึกษาจะยื่นให้

ปี 2026 ที่ผู้คนต่างมุ่งหน้าพัฒนาคนให้อยู่ร่วมในโลกของ AI แต่รายการชิงช้าสวรรค์ ยังหวังจะเป็น ‘ลมใต้ปีก’ พัฒนา ‘ว่าที่ศิลปิน’ ให้เติบโตในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างมั่นคง ทำไมรายการชิงช้าสวรรค์จึงสมควรได้ไปต่อ เราจะไปอธิบายภายใต้ 5 เหตุผลนี้กัน

1) ลบภาพคำครหา ‘เต้นกินรำกิน’

ถึงจะมีช่วงพักเบรก ตั้งทรง ก่อนกลับมาโต้คลื่นในสนามบันเทิง แต่รายการชิงช้าสวรรค์ สามารถสร้างฐานแฟนได้เหนียวแน่น มาตั้งแต่ยุคแรก ที่ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ปี 2547 ก่อนจะย้ายมาช่องเวิร์คพอยท์ ปี 2558 ด้วยยึดสนามฐานที่มั่น คือ การประกวดวงดนตรีลูกทุ่งระดับชั้นมัธยมศึกษา

สวัสดีค่า หนูชื่อ….

เสียงแนะนำตัว สลับหอบหายใจ กลายเป็นซิกเนเจอร์หนึ่งช่วงพูดคุย หลังเด็กๆ จัดหนักกับโชว์ จนแทบประคองตัวไม่อยู่

แต่เสี้ยวเวลาของการพูดคุย สำคัญไม่ต่างกับ 3 นาทีที่ทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรี เพราะเป็นจังหวะ ‘ตกคนดู’ให้คอยเป็นแรงเชียร์ และรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา

ภาพการแข่งขันปีแล้วปีเล่า ที่ถ่ายทอดผ่านรายการชิงช้าสวรรค์ ดูเผินๆ เหมือนกับรายการประกวดทั่วไป ที่แข่งขันกันจนได้ผู้แพ้ และผู้ชนะ แต่งานวิจัยหลายชิ้นที่มีการเผยแพร่ กล่าวถึงผลต่อผู้ชมที่มากกว่านั้น คือ มองว่ารายการเปิดโอกาสให้เยาวชนแสดงความสามารถ อีกทั้งมีงานที่บอกว่า ผู้คนในกรุงเทพฯ ฟังเพลงลูกทุ่งเพิ่มขึ้นจากรายการนี้

แถมช่วงยุคทองของรายการ ยังเคยทำเรตติ้งไปแตะ 7-8 เทียบเท่าละครหลังข่าวเบอร์ต้นๆ

อ้วน-จิรศักดิ์ ก้อนพรหมรองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและฝ่ายบริหารศิลปิน บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรายการชิงช้าสวรรค์ เล่าไว้กับสำนักข่าว TODAY ได้น่าสนใจ

“รายการประกวด มันเป็นหนึ่งในเคมีของมนุษย์คนไทย ที่ว่าสมมติว่าการทำอะไรบางอย่างเนี่ย ถ้ามันมีการแข่งขัน มันมีการติดตามได้ง่าย”

“ผู้ชมอาจจะติดตามรายการประกวดกับมนุษย์คนหนึ่ง ที่จะติดตามว่า อุ๊ย คนเนี้ยเส้นทางเขาเป็นยังไงจากการประกวด”

การผลิตซ้ำความบันเทิง ที่ควบคู่ไปกับสาระและการพัฒนาเยาวชน มาต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ รู้ตัวอีกที ข้อครหาที่สังคมมีต่อคนที่ชื่นชอบในศิลปะการแสดง ก็ค่อยๆ เบาบางลง จนถึงขั้นที่ใครยกล้าพูดถึง ‘เต้นกินรำกิน’ ในทางไม่ดีนี่แหละ ที่จะถูกตราหน้าแทน

2) พัฒนาเยาวชน จนต่อยอดหาเลี้ยงตัวได้

“จงภูมิใจที่ได้ฝึกซ้อม ได้มีประกวดแข่งขัน เพราะสิ่งที่ลูกๆ ได้จะครบกระบวนการเลย ตั้งแต่การฝึกฝนร่างกาย ฝึกฝนทางใจ และศักยภาพเรื่องการร้อง เต้น เล่นดนตรี”

หลายสิบปีของการเป็นคุณครูผู้ควบคุมวง จนมาถึง รร.มัธยมประชานิเวศน์ทิวา จันทรานุกูล ฝาก ‘คำครู’ ถึงเด็กๆ ทุกคน

“ทุกสิ่งเหล่านี้ที่หนูฝึกทุกวัน เป็นประจำ มันจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กทุกคน ทุกๆ วง ไม่ว่าจะมากระทบในชีวิตวันข้างหน้า หนูจะยืนสู้ ยืนหยัดได้ด้วยความแข็งแกร่งและมีสติ”

และคล้ายช่วยอธิบายเป้าหมายสูงสุดของรายการชิงช้าสวรรค์ได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับ คำพูดของ อนุสรณ์ สีมะสิทธิผู้อำนวยการของโรงเรียนหันคาพิทยาคม ที่ชื่นชมและปลอบใจเด็กๆ ในวันที่ไม่อาจคว้าชัยชนะได้

“เรามาเล่นดนตรีให้คนฟัง ความสุขที่ยั่งยืนของการเล่นดนตรี คือถ้าเราพอใจในตัวของเรา เราทำเต็มที่ เล่นสุดความสามารถ นั่นคือความสุขที่ยั่งยืนลูก”

เมื่อประกอบกับหนึ่งในคติด้านการทำงาน ในฐานะคนผลิตรายการประกวดร้องเพลงของ อ้วน จิรศักดิ์ ที่ยึดคำสอนของ ครูเอ้-อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ที่ให้คำนิยามไว้ว่า ‘การประกวดมันไม่ใช่หมายความว่า 1 ไปเจอ 1 แล้วจะเหลือ 1 แต่เจอกันแล้วมันเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 หรือก็หมายถึงว่า การประชันไม่ได้เป็นการฆ่าให้ตายไป แต่การได้เห็นฝีมือกันและกัน ก็ได้พัฒนาตัวเอง และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น’

จิรศักดิ์ ยังเล่าต่อว่า รายการประกวดหรือรายการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันเหล่านั้นจะได้รับการพัฒนาภาพลักษณ์ศิลปิน ซึ่งคนดูจะได้เห็นการพัฒนาของเขาไปด้วย และการที่ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นจะแพ้หรือชนะ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนดู หากคนดูให้คนชนะ ก็แสดงว่า “โลกนี้ยอมรับเขาแล้ว”

“ธุรกิจอื่นอาจทำเอากำไร เช่น การปลูกผักบุ้ง ผักคะน้า 10 ไร่ 20 ไร่ แล้วก็มีคนมาเหมา ก็เก็บขายเก็บขายไป การทำศิลปินมันเหมือนการปลูกดอกไม้ เราปลูกเยอะไม่ได้ เราต้องค่อยๆ ปลูก ค่อยๆ ดูแล แต่ดอกไม้ที่ออกมามันจะงามมากเลยนะครับ” จิรศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

ด้วยความตั้งใจของเหล่า ‘ครู’ เราถึงได้เห็นศิษย์ของรายการชิงช้าสวรรค์ โลดแล่นในอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ อย่าง ฝ้าย ณิชนันทน์ (แอน ชญาดา) นักร้องนำ ที่ประสบความสำเร็จเป็นนักร้องหมอลำ ในชื่อ แอน อรดี หรือ พลอย-ณัฐมล ยิ่งแสง ที่รู้จักในฐานะแดนเซอร์ลำไย ไหทองคำ

ยังไม่ได้นับถึงคนเบื้องหลังอีกมากมาย ที่เป็นผลผลิตจากรายการนี้ ไม่เว้นกระทั่งทีมงานเบื้องหลังของชิงช้าสวรรค์เอง อย่างที่ปีนี้ได้เห็นคอนเทนต์วิดีโอโปรโมต ที่เล่าเส้นทางของแต่ละโรงเรียน ‘ฉบับคนอิน’ ที่พลาดไม่ได้

3) ไม่ใช่เด็กทุกคนจะเรียนเก่ง แต่อาจจะมีพรสวรรค์อื่นนอกตำรา

“บางครั้งพื้นที่ของการเป็นดารา มันอาจไม่ได้เริ่มจากการเป็นแชมป์ก็ได้…เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่หนูทำวันนี้ หมอลำทุกคณะมองเห็น หนูมีแววซุปตาร์สูงมากลูก”

คำชื่นชมของครูสลา คุณวุฒิ พูดไว้กับ อ้น-ภานุวัฒน์ ดีสมนักร้องนำ จากมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ที่กลายเป็นขวัญใจโซเชียลฯ ตอนนี้ มากไปกว่าความภูมิใจที่เด็กคนหนึ่งจะได้ นี่คือการการันตีว่าเขา ‘ถูกค้นพบแล้ว’ ในอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ หลังจากที่ถูกค้นพบครั้งแรกด้วยมือ ‘คุณครู’

ก่อนที่ ‘โอกาส’จะกลายเป็นเวทีที่จะส่งให้เด็กคนหนึ่งได้โชว์ของผ่าน

‘โชว์จะดีต้องมีเงิน’ ใครจะเถียงประโยคนี้ คงมีบ้างที่การสร้างสรรค์งานในงบจำกัด สามารถถ่ายทอดผลงานได้น่าประทับใจ แต่ก็อาจไม่สามารถถ่ายทอด ‘ความสามารถ’ ที่เด็กๆ มีได้ครบถ้วน

ครั้งหนึ่งวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำโดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร เผยแพร่งานวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์งานด้านศิลปะการแสดงวงดนตรีลูกทุ่งสู่รายการชิงช้าสวรรค์ กรณีศึกษาโรงเรียนบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งดีกรีแชมป์มาแล้ว โรงเรียนได้เล่าถึงปัญหาของการทำวงข้อหนึ่ง คือ ‘ไม่มีงบประมาณในส่วนของทางราชการมาสนับสนุนงานด้านดนตรีโดยตรง’

สิ่งที่คุณครูต้องทำ คือ การตั้งโครงการวงดนตรีขึ้นมา เพื่อร้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบ่อยครั้งที่เราเห็นเบื้องหลังที่เด็กๆ ทำแผ่นพับ ใบปลิว ไปโปรโมตตามพื้นที่ชุมชน ยุคนี้เปลี่ยนแปลงไป เราได้เห็นน้องๆ มีการไลฟ์พูดคุยกับแฟนๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนปัญหาหนึ่งของโครงสร้างการศึกษาไทย ที่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจของผู้เรียนโดยตรง เราถึงยังต้องอาศัยความทุ่มเทของ ‘ครู’

พูดง่ายๆ คือ โรงเรียนไหนให้ความสำคัญมาก เด็กๆ ก็จะมีโอกาสมากตาม เพราะงบประมาณจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเขียนแผนโครงการตั้งงบล่วงหน้า ซึ่งถามว่าพอหรือไม่ ครูผู้ควบคุมวงคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยพอ และต้องถามต่อว่า ‘เข้าเนื้อไปเท่าไหร่’น่าจะเหมาะกว่า

ให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าพูดถึงทุนอย่าง ‘ช้างเผือก’หรือ ‘ทุนนักเรียนดี’ เพื่อต่อยอดทางการศึกษา เงื่อนไขมักขึ้นอยู่กับผลการเรียนเป็นลำดับต้น น้อยมากๆ ที่ทุนในลักษณะนี้จะมุ่งไปที่ทักษะของเด็ก

วกกลับมาที่การทำวงดนตรี จะดีแค่ไหนหากโรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนเด็กๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยที่คุณครูไม่ต้องหัวหมุนระดมทุน พวกเขาคงมีเวลาซ้อมยิ่งกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดต้องเริ่มต้นที่ทั้งระบบเห็นภาพร่วมว่า เด็กของเรา ‘มีดีอะไร’ไม่ใช่เด็กของเรา ‘ควรจะดี’แบบไหน

อย่างที่ หล่มเก่าพิทยาคม ที่มาถึงรอบชิงในปีนี้ ก็เริ่มต้นจาก ‘โอกาสุดท้าย’ ที่พวกเขาได้รับจากโรงเรียน

“ปีนี้หนูอยากพาเพื่อนๆ ทุกๆ คน ไปให้ไกลที่สุด มากกว่าครึ่งหนึ่งคือเรา ม.6 กันหมดแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะจบการศึกษา มันจะเป็นครั้งสุดท้ายจริง”

คำพูดของ เนย-ณัฏฐธิดา รื่นนุสาน เรียกน้ำตาได้อย่างดี “ได้ตั๋วใบสุดท้านมา ขอบคุณ ผอ. ค่ะ ขอบคุณที่เห็นถึงความตั้งใจ ความฝันของพวกหนูจริง ตอนแรกจะไม่ได้มา แต่ไปเร้า ผอ. ทุกวันเลย”

4) ปลุกกระแส ‘ท้องถิ่นนิยม’

ในทางกลับกัน เมื่องบประมาณทางราชการจำกัด ‘ท้องถิ่น’ จึงกลายเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเงินอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการส่งแรงใจ แรงเชียร์ ไปจนถึงแรงกายสนับสนุน ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งที่รายการชิงช้าสวรรค์ ก่อให้เกิด ‘ท้องถิ่นนิยม’ หรือ Localism เป็นผลมาจากการวางรูปแบบของรายการ

โดยเฉพาะรอบหนึ่งของการประกวด ในโจทย์ ‘ลูกทุ่งรักษ์ถิ่น’ ที่ต้องการให้นำเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงวิถีชีวิตของตนเอง และก็สร้างเสียงตอบรับอย่างดี

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรายการชิงช้าสวรรค์หลายชิ้น ชูเรื่องนี้เป็นผลลัพธ์สำคัญ คือ การเป็น สะพานเชื่อมศิลปะการแสดง ให้ยังคงปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ถึงต่อให้บ่อยครั้งจะเกิดข้อวิพากษ์ต่อประเด็นความเชื่อ ที่อาจขัดแย้งกับค่านิยมของยุคสมัย แต่นั่นก็ยิ่งเท่ากับสัมฤทธิ์ผล ตามคำกล่าวที่ว่า ประวัติศาสตร์จะอยู่รอดได้ต้อง ‘มีชีวิต’ และที่ชัดเจนที่สุด เราได้เห็นความร่วมมือของผู้คนในแต่ละจังหวัด ไปจนถึงระดับภูมิภาค

อย่างภาพเบื้องหลัง โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) ที่ดันมีภาพ ‘เอกชัย ศรีวิชัย’ ศิลปินแดนใต้มาร่วมแนะนำ หรือ การเห็น ‘โนราธรรมนิตย์’ ครูโนราระดับศิลปินแห่งชาติ มาช่วยขัดเกลาท่ารำ ยิ่งตอกย้ำภาพว่า เลือดรักบ้านเกิด ความเป็นท้องถิ่นนิยมของ คนไทยแรงเสมอ

5) สร้างความคึกคักให้ธุรกิจแวดล้อม

ด้วยข้อจำกัดเรื่องบุคลากร การต้องดูแลเด็กๆ หลายสิบชีวิตให้พัฒนาทักษะทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรี ไปพร้อมๆ กันในเวลาจำกัด ยังไม่นับรวมการออกแสดงเพื่อฝึกฝีมือ และยังไม่ได้พูดถึงเสื้อผ้าหน้าผม อุปกรณ์ประกอบฉาก และอื่นๆ กว่าจะเป็นการแสดงหนึ่งในรายการชิงช้าสวรรค์ จะพึ่งเพียงกำลังของ ‘บุคลากรในโรงเรียน’ หรือ ‘ครอบครัว’ ไม่มีทางเพียงพอ โดยเฉพาะหากมีโอกาสได้ไปต่อรอบลึกขึ้นไปเรื่อยๆ

‘พี่เลี้ยง’ คำเรียกแทนทีมงานเบื้องหลัง ที่เด็กๆ หลายโรงเรียนติดปาก จึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ที่มีทั้งทีมดูแลเครื่องแต่งกาย ทีมแต่งหน้า ทีมสอนร้อง ทีมสอนเต้น ทีมทำพร็อพ เป็นต้น

ผู้คนเหล่านี้ถึงส่วนหนึ่งจะมาด้วยใจรัก แต่จำนวนหนึ่งก็เป็นอาชีพที่พวกเขาใช้เลี้ยงปากท้อง โดยที่รายการชิงช้าสวรรค์ ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่ผลงานของพวกเขาได้อวดให้คนเห็นในวงกว้าง

ไม่เว้นกระทั่งเหล่า‘ครีเอเตอร์’ ในช่วงระหว่างการแข่งขันหลายเดือน มี ‘วิดีโอรีแอ็กชัน’ ทั้งจากช่องที่คุ้นเคยกันดี และคนหน้าใหม่ ผุดขึ้นมาร่วมสนุกกันนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายการ และสภาพแวดล้อมโดยรอบคึกคักเป็นทวีคูณ

ทั้งหมดนี้ นอกจากจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมรายการชิงช้าสวรรค์ ควรต้องไปต่อในสมรภูมิคอนเทนต์บันเทิงแล้ว และจะดีกว่านี้ ถ้าไทยมีช่องทางเปิดพื้นที่พัฒนาเยาวชน ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...