เด้ง‘เซมเบ้’ซบอกพี่หนู
“อนุทิน” เรียก รมต.ภูมิใจไทยเฉ่งปมปราบผู้มีอิทธิพลอื่น มท.ชงวาระจรย้าย “นิรัตน์” นั่งรองปลัด มท. “โชตินรินทร์” เสียบแทน นายกฯ หวังเป็น “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ให้ทุกจังหวัดดู “พลพีร์” จ่อสังคายนาโชว์ผลงาน “ปลัด มท.” แจงยิบโยกย้ายเพื่อผลประโยชน์ทางราชการ เปรียบมีเม็ดทรายในรองเท้าเดินไม่สะดวกก็ต้องเอาออก “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” เปิดใจเคารพการตัดสินใจ ไม่ท้อพร้อมปูดต้นเหตุเตือนเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ “ลิซ่า” ซัดแค่ละครตบตาวัดพลังภายใน “สส.ส้มภูเก็ต” ได้ทีบอกถึงเวลาเลือกพ่อเมืองของตัวเอง
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ยังคงมีความต่อเนื่องในการโยกย้ายผู้บริหารในจังหวัดภูเก็ตที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสะสมจำนวนมาก โดยเฉพาะการปราบผู้มีอิทธิพล รวมถึงความขัดแย้งกันเอง โดยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าหารือเป็นการภายใน โดยมีกระแสข่าวว่ามีรัฐมนตรีหลายคนถูกตำหนิเรื่องการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต หลังจากเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ในวงประชุมมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย นายกฯ ได้ตำหนิการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล จนเป็นเหตุให้มีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ 5 คน
ผู้สื่อข่าวสอบถามนายกฯ ถึงการโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายอนุทินตอบเพียงสั้นๆ ว่า ไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามประเด็นดังกล่าวกับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่นายอรรษิษฐ์ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินตามคณะนายกฯ ขึ้นประชุม ครม.ทันที
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง โดยในส่วนของ มท. ได้ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัด มท. และ 2.ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัด มท. ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ภูเก็ตแทน ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
สำหรับวาระพิจารณาโยกย้ายของ มท.นั้น ได้เสนอเข้ามาเป็นวาระจร โดยในที่ประชุม ครม. นายอนุทินรวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดหรือท้วงติงแต่อย่างใด และได้มีมติเห็นชอบ
ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงมติโยกย้ายนายนิรัตน์หรือผู้ว่าฯ เซมเบ้มาเป็นรองปลัด มท. ว่า ย้ายแล้ว ท่านปลัดเสนอมา ให้ถามปลัด มท. เราเอาประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ว่าตรงนี้ก็ย้ายมาดีขึ้น มาเป็นรองปลัด มท. เพราะผู้ว่าฯ ภูเก็ตอาวุโสในเรื่องโปรไฟล์
เมื่อถามว่า การโยกย้ายนี้มีผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งในพื้นที่ที่นายกฯ พูดในการมอบนโยบาย มท.หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า บางทีก็มีการปรับ เพราะภูเก็ตมีหลายเรื่อง ผู้สื่อข่าวก็เห็นลงไป 2-3 วันก็ยังไม่ดีขึ้น พอมีอะไรขึ้นมาก็มีการแฉนั่นแฉนี่ มันทำงานกันไม่ได้แบบนี้ เราต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ยอมให้เกิดประเด็น เช่น การบุกยึดที่ดินชายหาดไล่ชาวบ้าน ข่มขู่ มาเฟีย ต่างๆ นานา และแอบอ้างกันอะไรเช่นนี้ แล้วจะให้รอรับฟังรายงานว่าขอเวลาอีก 9 เดือนไปสืบสวนสอบสวนตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน ก็มอบนโยบายให้ปลัด มท.ไปว่าช่วงนี้มีปัญหาเยอะ ก็เร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด
ชี้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
ถามว่าจะกำชับไม่ให้จังหวัดอื่นเกิดปัญหาเช่นนี้ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็บอกว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นะครับ”
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า ปลัด มท.ต้องการหาบุคลากรลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่
เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่านายนิรัตน์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ใช่หรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่คิดว่าปลัด มท.คงมีหลายองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึง และหาคนลงไปแก้ไขปัญหาที่ จ.ภูเก็ต เพราะส่งผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง และก่อนหน้านายกฯ ได้ลงพื้นที่ไปแล้ว ปัญหาที่ไม่ควรมีก็ยังมีอยู่ นายกฯ มีความเป็นห่วง ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบเรื่องนี้หรือไม่ แทนที่การโยกย้าย นายพลพีร์กล่าวว่า อยู่ที่ปลัด มท.จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกฯ ได้เรียก รมช.มหาดไทยทั้ง 3 คนเข้าไปพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ และเร็วๆ นี้จะลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อไปสังคายนาว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า การแก้ไขปัญหานี้เป็นเพียงแค่การโยกย้ายข้าราชการ นายพลพีร์ตอบว่า “ก็รอดูฝีมือพวกผมสิครับ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเวลาให้นายโชตินรินทร์แก้ไขปัญหาเท่าไหร่ นายพลพีร์กล่าวว่า ไทม์ไลน์ไม่ได้กำหนด แต่สิ่งที่นายกฯ สั่งค่อนข้างชัดเจนว่าต้องไปทำอะไรบ้าง นายกฯ ใช้คำว่าเป็นแซนด์บ็อกซ์ควรจะทำให้ดี และประเด็นสำคัญคือมีข้อกฎหมายหลายอย่างไม่ได้อำนวยความสะดวกประชาชนและผู้ประกอบการ
เมื่อถามย้ำว่า ต้องลงไปตรวจสอบหรือไม่ หลังจากที่มีการระบุว่ารองผู้ว่าฯ จะย้ายผู้ว่าฯ นายพลพีร์กล่าวว่า จะลงไปดูแลผู้ประกอบการและประชาชน จ.ภูเก็ตก่อน ส่วนเรื่องข้าราชการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปลัด มท.ในการบริหารจัดการในองค์กรของท่าน ตอนนี้ขอยึดประชาชนเป็นหลัก
ปรับเพื่อประโยชน์ราชการ
ขณะที่นายอรรษิษฐ์กล่าวถึงสาเหตุการโยกย้ายว่า จากกระแสข่าวจากเรื่องทุนเทาและผู้มีอิทธิพลเรียกรับผลประโยชน์ จึงโยกย้ายเพื่อให้สถานการณ์นั้นคลี่คลาย โดยปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางราชการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเท่านั้นเอง โดยปรับคนที่เคยอยู่ไปอยู่ในที่ที่ไม่ได้ห่างไกลอะไร และคนที่มาใหม่ก็จะได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่นในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย
เมื่อถามว่า การย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตรวมถึงอธิบดีกรมการปกครองสั่งย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวเนื่องกันหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ปฏิเสธพร้อมกล่าวว่า ต้องการคลี่คลายปัญหาทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่นบางครั้งใส่รองเท้า มีเม็ดทรายอยู่ในเท้า เราก็ลำบากที่จะเดิน บางทีต้องถอดออกมาเพื่อสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ ซึ่งไม่รู้ปัญหา ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อไปแก้ปัญหา แต่คนที่อยู่เก่า บางทีก็รู้แต่ปัญหา ปัญหาก็เลยไม่คลี่คลายสักที
เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาที่ไม่สำเร็จเกิดจากปัญหาส่วนตัวและเรื่องของผลประโยชน์ในพื้นที่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า การย้ายครั้งนี้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์อะไรเลย แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตเดินต่อไปได้ และสิ่งที่มีปัญหาอยู่ต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ซึ่งนายนิรัตน์เป็นผู้อาวุโสและรู้ปัญหา แต่การแก้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่ ขณะที่รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ก็ทำงานไม่เข้าทีม จึงต้องเปลี่ยนยกทีม เพื่อให้การแก้ปัญหาลุล่วงเท่านั้นเอง ทั้งนี้ กรณีคณะกรรมการที่ผู้ว่าฯ ภูเก็ตคนก่อนตั้งสอบสวนเรื่องไว้ ก็ดำเนินการต่อไป และให้รายงานมาที่กระทรวง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีอะไร
เมื่อถามถึงกรณีรองผู้ว่าฯ ซีฟู้ดบอกว่าจะชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ได้ชี้แจงมาที่กระทรวงมหาดไทยหรือยัง นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า ก็ต้องรอเขา เพราะเขาพูดเอง แต่ถึงอย่างไรแม้จะย้ายไปที่อื่นแล้วก็ต้องสอบต่อไป แต่ก็ต้องรอว่าจะมีการรายงานมาเช่นไร และต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายนิรัตน์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายอนุทิน โดยเมื่อถามถึงมติ ครม.ที่ย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัด มท. นายนิรัตน์ระบุว่า รับทราบแล้ว เดี๋ยวขอคุยกับนายกฯ ก่อน เคารพการตัดสินใจของนายกฯ เสมอ และไม่ทำให้เสียกำลังใจในการทำงาน
ผู้ว่าฯ เซมเบ้เปิดใจ
“ผมไม่ได้มีปัญหากับใครเลย ผมเป็นคนที่ลงไปแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไปดูในเพจข่าวต่างๆ ดีๆ ความขัดแย้งมีมาก่อนผมไปอยู่ที่ภูเก็ต ผมไปเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ได้เป็นพวกของใครคนใดคนหนึ่ง คนที่เชื่อผมเขาก็ปรับตัว คนไม่เชื่อผมก็ไม่ปรับตัว แล้วเมื่อผมคอนโทรลไม่ได้ ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็ต้องถูกกระทรวงมหาดไทยพิจารณาปรับย้าย ผมเคารพการตัดสินใจของปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกฯ"
ถามว่า เมื่อมีการย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ แล้ว ปัญหาความขัดแย้งภายในจังหวัดจะจบลงหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ความขัดแย้งต้องแยกก่อน คือความขัดแย้งเรื่องมองผลประโยชน์ในพื้นที่ อันนี้เป็นหน้าที่ของคนที่มีหน้าที่ ณ ปัจจุบันต้องไปแก้ไข แต่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล ถ้าบุคคลที่ถูกอ้างว่าขัดแย้งถูกย้ายออกไป อันนี้ก็หมดไปพร้อมกับบุคคล
เมื่อถามว่า การย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ ที่ภูเก็ต เหมือนรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตรับน้อง มองประเด็นนี้อย่างไร นายนิรัตน์กล่าวว่า เป็นผู้ว่าฯ เป็นซี 10 ปีที่ 9 อาวุโสที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่น้องของใคร และเห็นทุกคนเป็นน้องมีหน้าที่ช่วยให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ได้เตือนได้สั่งห้ามทำอะไรที่นอกกฎหมาย และห้ามไปเรียกรับจากใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร และได้เตือนเมื่อมีการปะทะกัน งัดวัดพลังเกิดขึ้น ได้เตือนในที่ประชุมอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะอย่างชัดเจน ขอย้ำว่าไม่ใช่น้องของใคร เป็นของข้าราชการทุกคนในจังหวัด และไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
เมื่อถามว่า การที่ไปเตือนแบบนี้ทำให้เป็นชนวนเหตุที่ทำให้เขาไม่พอใจ นายนิรัตน์กล่าวว่า แน่นอน
ในเวลา 14.40 น. นายอนุทินเดินทางมาถึง นายนิรัตน์และนายอรรษิษฐ์ได้เข้าไปพูดคุยกับนายกฯ โดยนายนิรัตน์ได้เข้าสวมกอดนายกฯ ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า “มาอยู่กับพี่ มาอยู่ใกล้ๆ” ก่อนที่นายนิรัตน์จะรายงานการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแก่นายกฯ
ขณะเดียวกัน นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต และนายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินทางไปรับตำแหน่งตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1583/2569 ลงวันที่ 15 มิ.ย.2569 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.2569 แล้ว ส่วนที่ภูเก็ตก็มีกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคนได้เดินทางมาที่ศาลากลางเพื่อรอรับรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตคนใหม่ โดยบางคนกล่าวว่า “ขอให้จังหวัดภูเก็ตสงบสุข ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์อีกต่อไป”
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงปัญหาการรุกที่ดินป่าไม้บริเวณเทศบาลเชิงทะเลกว่า 50 ไร่ ที่ไม่มีใครกล้าทำอะไรว่า หาดต่างๆ ที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ บางหาดมีศาลตัดสินจนถึงที่สุดแล้ว แต่พบว่ากลับเข้ามายึดที่ดินอีก ก็ต้องนำหมายไปติด ซึ่งจะมีเวลา 45 วัน ซึ่งก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ ทางหน่วยงานก็ต้องยอมให้อุทธรณ์ แต่เมื่อครบกำหนดแล้วเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการรื้อครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จะนำชุดป่าไม้ ชุดอุทยาน ชุดฉลามขาว ชุดพยัคฆ์ไพร ไปรวมกันเป็นชุดเฉพาะกิจอยู่ที่นั่นเลย แล้วก็จะให้ประชาชนและชาวประมงได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าประชาชนมาหาปลากลับมีมาเฟียเอาปืนมายิงชาวบ้านหรือยิงเรือ แบบนี้ไม่ถูกต้อง วันนี้เราต้องเอาคืนให้กับประชาชน และไม่ใช่ว่าชาวบ้าน ประชาชนเดินลงหาดแล้วไปเก็บเงิน 300 บาท แบบนี้ มันเป็นจิ๊กโก๋กลางซอย ทำแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวเราจะเอาคืนให้หมด
“ถ้าหากมีใครทำผิดก็ไม่ไว้หน้าอยู่แล้ว เพราะนายกฯ สั่งอย่างเด็ดขาดว่าไม่ให้สนใจใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นกรมหรือกระทรวงของผมเองก็ไม่ไว้หน้าเหมือนกัน” นายสุชาติกล่าว และว่า ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมประชาชนจะได้เห็นว่าเป็นฉากๆ ทีละแปลง ที่จะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ตอนนี้ก็ปล่อยให้เขาลั้นลาไปก่อน แล้วรอเวลานิดหนึ่ง
เมื่อถามต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่ส่งเจ้าหน้าที่อุทยานไปตรวจสอบ เคยมีข้อมูลว่าข้าราชการระดับรองผู้ว่าฯ มาเกี่ยวข้องเรื่องส่วยด้วยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ขอไม่ก้าวล่วง แต่ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องความร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่ก็เข้าใจ เพราะเมื่อวานมีการประชุมข้าราชการ ก็ได้ข้อมูลว่าได้รับแรงกดดันเยอะมาก ซึ่งถ้าใครไม่ไหวห่วงความปลอดภัยในชีวิตและครอบครัวก็สามารถย้ายได้ ก็จะนำคนใหม่ไปทำงานแทน และหลังจากนี้กระทรวงจะนำชุดเฉพาะกิจทั้ง 3 กรมลงไปอยู่ในพื้นที่ เพราะต้องปกป้องหาดของประชาชน
ส้มสบช่องชงเลือกผู้ว่าฯ
ส่วนนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ระบุว่า ตลอดเวลาไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตมีการโยกย้ายผู้ว่าฯ หลายครั้ง เพราะระบบปัจจุบันทำให้ผู้ว่าฯ จำนวนไม่น้อย กลายเป็นเพียงผู้ว่าฯ ผ่านทาง มาไม่นานก็ย้าย มาเพื่อรอเกษียณ มาเพื่อผ่านตำแหน่ง มาเพื่อหาผลประโยชน์ สุดท้ายแล้วคนที่ต้องรับผลกระทบจากความไม่ต่อเนื่องในการบริหารก็คือพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ต จึงถึงเวลาที่สังคมต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่คนภูเก็ตจะได้กำหนดอนาคตของตัวเอง ถึงเวลาหรือยังที่ภูเก็ตจะมีผู้ว่าฯ ที่ประชาชนเป็นผู้เลือก เพราะเมืองของเรา อนาคตของเรา ควรเป็นคนภูเก็ตที่มีสิทธิ์ตัดสิน การบริหารงานและส่งคนของใครมาก็ไม่รู้ไม่เท่ากับเลือกคนท้องถิ่นให้ไปบริหารงาน เพราะการบริหารงานใน มท.ทำให้พี่น้องประชาชนต้องได้รับผลกระทบ
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวถึงการย้ายข้าราชการล็อตใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต ว่าเป็นแค่การวัดพลังกัน เป็นแค่ละครตบตาประชาชนเท่านั้น ตนไม่ได้ดูถูกใคร แต่ถ้าจะเอากันให้ชัด ชี้แจงมาเลยว่าความผิดมีสถานไหนบ้าง ใครเกี่ยวข้องบ้าง และใครอยู่เบื้องหลังบ้าง อยากให้มันชัดเจนประชาชนทั้งประเทศก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน ซึ่งหลังจากเด้งแล้วเรื่องก็จบ ปัญหาเกิดที่ภูเก็ตเด้งไปนครศรีธรรมราชก็จบแล้ว ทั้งที่ตัวคนที่เด้งนั่นคือตัวปัญหา
น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า หากจะแก้ปัญหากันเช่นนี้ ก็ต้องไล่แก้กันทั้ง 77 จังหวัด วันนี้ข้าราชการกรมการปกครองมีข้าราชการน้ำดีจำนวนไม่น้อย วันนี้พวกเขาเสียขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างมาก อย่าทำให้ข้าราชการเพียงแค่ไม่กี่คน กับการตัดสินใจแก้ปัญหาของ มท.1 แบบที่ไม่เด็ดขาดจริง ทำให้ข้าราชการที่มุ่งมั่นทำงาน เสียขวัญและกำลังใจ วันนี้ท่านต้องเป็นหลักให้ได้และต้องดูแลข้าราชการที่มีความจริงใจ และตอบแทนประชาชนจริงๆ ให้ได้
“วันนี้อย่าทำแค่การเด้งไปนั่นไปนี่ นี่คือการลงโทษแบบไม่มีใครเชื่อ วัฒนธรรมแบบนี้เลิกได้เลิก ถ้าจะเอากันจริงๆ ถอนรากถอนโคนบอกประชาชนไปเลยว่าผิดอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง สาวกันมาให้หมด ถ้านายกรัฐมนตรีจริงใจกับประชาชนจริงเอากันให้ชัด" น.ส.ภคมนกล่าว
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรค ภท. ในฐานะประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ กล่าวถึงกรณีเตรียมลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกหาดฟรีดอมว่า ได้ปรึกษาหารือใน กมธ. และได้ข้อสรุปว่าจะลงพื้นที่ในวันที่ 26-27 มิ.ย.นี้ โดยเบื้องต้นจะไปลงพื้นที่ที่หาดฟรีดอม ซึ่งข้อมูลที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมามีหลายพื้นที่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย และหลังจากลงพื้นที่จะมีการส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ อัยการ และนายกฯ ซึ่งในกรณีที่ระบุว่าข้าราชการประพฤติโดยมิชอบ ก็จะมีเอกสารจาก กมธ.ส่งถึงหน่วยงานทั้งหมด.